Categories
ข่าวทั่วไป

ถนนหน้าบ้านขรุขระเป็นหลุมบ่อ … ฟ้องศาลขอเปลี่ยนเป็นถนนคอนกรีตได้ไหม ?

ถนนหน้าบ้านขรุขระเป็นหลุมบ่อ … ฟ้องศาลขอเปลี่ยนเป็นถนนคอนกรีตได้ไหม ?

           เชื่อว่า … ถ้าหน้าบ้านใครเป็นถนนดินหรือถนนลูกรัง คงจะไม่ค่อยชอบใจสักเท่าไร เพราะไม่ว่าจะเป็นช่วงหน้าฝนที่มักเกิดปัญหาถนนเฉอะแฉะ เป็นหลุมบ่อ หรือหากเป็นช่วงหน้าร้อน ก็มักมีฝุ่นดินฟุ้งกระจายเวลารถวิ่งผ่าน แทบทุกบ้านจึงอยากให้ถนนหน้าบ้านของตนเป็นถนนคอนกรีต เนื่องจากมีความทนทานสูง รับน้ำหนักได้ดี และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน แต่ก็มีข้อเสียคือ ต้นทุนการก่อสร้างที่สูงและการซ่อมแซมที่ยุ่งยาก ตรงกันข้ามกับถนนลูกรังที่ใช้งบประมาณน้อย การก่อสร้างและซ่อมแซม  สามารถทำได้ง่าย แต่ก็ต้องทนกับฝุ่นและไม่ทนทานหรือเกิดการชำรุดเสียหายได้ง่ายตามที่กล่าวมา

 

         พาให้ชวนสงสัยว่า … ถ้าหากเราอยากให้หน่วยงานของรัฐก่อสร้างปรับปรุงถนนหน้าบ้าน
ให้เป็นถนนคอนกรีต จะสามารถฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้หรือไม่ ?

 

         ประเด็นปัญหา : นางหญิงซึ่งพักอาศัยอยู่กับมารดาอ้างว่า ครอบครัวตนได้รับความเดือดร้อน
จากการไม่สามารถใช้ทางสาธารณประโยชน์หน้าบ้านที่มีขนาดกว้าง 2 เมตร ในการนำรถยนต์ขนาดเล็กผ่านเข้าออกได้โดยสะดวก เนื่องจากมีสภาพขรุขระเป็นหลุมบ่อ ทำให้ต้องสัญจรผ่านที่ดินของบุคคลอื่น ซึ่งก็มักจะมีน้ำท่วมขัง
ในช่วงฤดูฝน ส่งผลให้ตนต้องประสบอุบัติเหตุบ่อยครั้ง จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้เทศบาล (ผู้ถูกฟ้องคดี) ทำการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กบนทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าว

 

          ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาว่า : แม้ผู้ฟ้องคดีจะเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย
อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ของเทศบาลก็ตาม แต่ผู้ที่จะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้นั้น นอกจาก
ต้องเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายดังกล่าวแล้ว ในส่วนการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อน
หรือความเสียหายตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอ จะต้องเป็นกรณีที่ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับได้
ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ด้วย

 

          การที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้เทศบาลก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก
บนทางพิพาท ซึ่งแม้จะถือเป็นอำนาจหน้าที่ของเทศบาลที่ต้องจัดให้มีการบำรุงทางบกและทางน้ำตามมาตรา 53 และมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แต่การที่เทศบาลจะดำเนินการก่อสร้างถนนดังกล่าวหรือไม่ เป็นอำนาจหน้าที่ของเทศบาลโดยตรงที่จะต้องพิจารณาโดยคำนึงถึงการจัดสรรงบประมาณ รวมถึงความจำเป็นเร่งด่วนเป็นสำคัญ คำขอของผู้ฟ้องคดีดังกล่าวมีลักษณะเป็นคำขอที่ให้ศาลมีคำบังคับ
เข้าไปจัดการบริหารงานในภาระหน้าที่ของเทศบาลซึ่งเป็นอำนาจของฝ่ายปกครองโดยแท้ในทางบริหาร
กรณีจึงเป็นคำขอที่ศาลไม่อาจก้าวล่วงเข้าไปกำหนดคำบังคับให้ได้ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (2)
แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ และต้องถือว่าผู้ฟ้องคดีมิใช่ผู้มีสิทธิฟ้องคดีนี้ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 1183/2567)

 

           สรุปได้ว่า : แม้ราชการส่วนท้องถิ่นหรือเทศบาลจะมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาถนนหนทาง แต่ประชาชนก็ไม่อาจฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อบังคับให้มีการดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงถนน
เป็นรูปแบบคอนกรีตเสริมเหล็กตามที่ตนต้องการได้ เนื่องจากการพิจารณาก่อสร้างถนนในรูปแบบดังกล่าว
เป็นอำนาจโดยแท้ในทางบริหารของเทศบาลซึ่งต้องคำนึงถึงการจัดสรรงบประมาณ รวมถึงความจำเป็นเร่งด่วนเป็นสำคัญ ศาลจึงไม่อาจก้าวล่วงเข้าไปกำหนดคำบังคับให้ดำเนินการดังกล่าวได้  อย่างไรก็ตาม การที่ถนนชำรุดบกพร่องหรือมีสภาพขรุขระเป็นหลุมบ่อ จนทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติหรืออาจเกิดอันตรายจากการใช้งาน ถือได้ว่าผู้ใช้ถนนได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ในการบำรุงรักษาถนนตามาตรา 50 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาลฯ จึงสามารถฟ้องคดี
ต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้กำหนดคำบังคับให้หน่วยงานทางปกครองดำเนินการซ่อมแซมให้ถนนสามารถ
ใช้งานได้อย่างปลอดภัยหรือป้องกันอันตรายอันเกิดจากการใช้ถนนได้ … นั่นเองครับ

(ปรึกษาการฟ้องคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355)

โดย ลุงถูกต้อง

อัพเดทล่าสุด
Categories
ท่องเที่ยว-กีฬา สัมภาษณ์พิเศษ-คอลัมน์นิสต์

รุ่นใหม่ไฟแรง! บอสปีเตอร์ นายกสมาคมกีฬาสตูลคนล่าสุด พลิกโฉมวงการกีฬาจังหวัดเล็กด้วยวิสัยทัศน์ “กีฬาสร้างเมือง”

รุ่นใหม่ไฟแรง! บอสปีเตอร์ นายกสมาคมกีฬาสตูลคนล่าสุด พลิกโฉมวงการกีฬาจังหวัดเล็กด้วยวิสัยทัศน์ “กีฬาสร้างเมือง”

          นายพีรพัฒน์  รัชกิจประการ หรือ “บอสปีเตอร์” วัย 31 ปี ผู้จัดการทีม PT สตูล FC ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดสตูล นับเป็นนายกสมาคมกีฬาจังหวัดที่อายุน้อยที่สุดในประเทศ พร้อมนำประสบการณ์จากวงการกีฬาและธุรกิจมาพัฒนาวงการกีฬาท้องถิ่น

           บอสปีเตอร์  ผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงที่ครองตำแหน่งผู้จัดการทีมสโมสร PT สตูล FC มาแล้ว 2 ปี และยังเป็นผู้บริหารตลาดแลจันทร์  ได้เล็งเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในจังหวัดเล็กๆ อย่างสตูล พร้อมเปิดใจถึงความท้าทายและโอกาสในการพัฒนาวงการกีฬาของจังหวัด

           “จังหวัดสตูลของเราเป็นจังหวัดที่เล็กมาก งบประมาณพัฒนากีฬาจึงน้อยกว่าจังหวัดอื่นอย่างมาก แต่ผมเชื่อว่าพลังของการรวมตัวและการสร้างเครือข่ายจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้” บอสปีเตอร์กล่าว “เราจะดึงหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาร่วมสนับสนุน เพราะการทำงานคนเดียวไม่มีทางสำเร็จ แต่การทำงานเป็นทีมจะพาเราไปถึงเป้าหมาย”

 

          แม้เป็นจังหวัดขนาดเล็กที่ไม่มีมหาวิทยาลัย ทำให้นักกีฬาที่มีพรสวรรค์มักถูกดึงตัวไปจังหวัดอื่นหลังจบการศึกษาระดับมัธยม แต่สตูลก็มีชื่อเสียงในวงการกีฬาหลายประเภท โดยเฉพาะฟุตบอลที่รู้จักกันในนาม “หมอผีแดนใต้” นอกจากนี้ยังมีนักกีฬามวย ว่ายน้ำ และเทควันโดที่มีศักยภาพไม่น้อย

 

         วิสัยทัศน์เด่นที่ทำให้นายกคนใหม่แตกต่างคือแนวคิด “กีฬาสร้างเมือง” ที่มุ่งเชื่อมโยงการพัฒนากีฬาเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น “นอกจากกีฬาจะช่วยพัฒนาสุขภาพกายและใจ ห่างไกลยาเสพติดแล้ว ผมยังเห็นว่ากีฬาสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน” บอสปีเตอร์อธิบาย “ทุกครั้งที่มีการแข่งขัน ผู้ชมจากต่างอำเภอ ต่างจังหวัด หรือแม้แต่ต่างประเทศ ต้องจับจ่ายใช้สอยในจังหวัดเรา สร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่”

        ด้วยประสบการณ์การบริหารทั้งในวงการกีฬาและธุรกิจ บอสปีเตอร์จึงมองเห็นโอกาสในการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน แม้จะยอมรับว่ายังเป็น “น้องใหม่” ในวงการบริหารกีฬาระดับจังหวัด แต่เขาก็พร้อมเรียนรู้จากรุ่นพี่และพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง

         “ผมยังต้องศึกษาอีกมากจากพี่ๆ ในสมาคม แต่ผมสัญญาว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อพัฒนาวงการกีฬาสตูลให้ก้าวไกลและยั่งยืน” นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดสตูลคนล่าสุดทิ้งท้ายด้วยความมุ่งมั่น

……………………………………………………

อัพเดทล่าสุด
Categories
สัมภาษณ์พิเศษ-คอลัมน์นิสต์

แจ้งคำสั่งผ่านทางเว็บไซต์ของหน่วยงาน … ถือว่าได้รับแจ้งวันใด ?

แจ้งคำสั่งผ่านทางเว็บไซต์ของหน่วยงาน … ถือว่าได้รับแจ้งวันใด ?

           ความก้าวหน้าในอาชีพการงาน นับเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่พึงปรารถนา เพราะนั่นหมายถึงความมั่นคงในชีวิตหากได้รับการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งดังที่หวังไว้ด้วยความเป็นธรรม แต่เส้นทางแห่งความสำเร็จมักจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป หากผู้เสนอผลงานเพื่อประเมินเลื่อนระดับได้เลือกผลงานที่ตนเห็นว่าดีที่สุดเพื่อส่งประเมินแล้ว แต่กลับได้รับแจ้งว่าเป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติเข้ารับการประเมิน ซึ่งเมื่อมีเหตุเช่นว่านี้เกิดขึ้นและผู้เสนอผลงานเห็นว่าไม่เป็นธรรม ก็อาจกลายเป็นคดีพิพาทขึ้นสู่ศาลปกครองได้ครับ

 

            ประเด็นชวนคิด : หากหน่วยงานต้นสังกัดได้แจ้งผลการพิจารณาผ่านทางเว็บไซต์ของหน่วยงานว่า ผู้เสนอผลงานไม่มีคุณสมบัติเข้ารับการประเมิน จะถือว่าผู้เสนอผลงานได้รับแจ้งมติหรือคำสั่งดังกล่าววันใด ? เนื่องจากวันได้รับแจ้งจะมีผลต่อการนับระยะเวลาในการอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่ง รวมไปถึงการใช้สิทธิฟ้องคดี
ต่อศาล (กรณีคำสั่งซึ่งกฎหมายมิได้กำหนดให้ต้องอุทธรณ์โต้แย้งก่อนฟ้องคดี เช่น คำสั่งที่ออกโดยคณะกรรมการ สามารถใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้เลยภายในระยะเวลาที่กำหนด)

 

            ข้อเท็จจริงของคดี : ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นข้าราชการครูชำนาญการพิเศษได้เสนอผลงานเพื่อขอรับการประเมินเลื่อนเป็นวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญ แต่เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติว่าไม่มีคุณสมบัติเข้ารับการประเมิน (เนื่องจากมีรางวัลและผลงานไม่ครบ ๓ รายการ กล่าวคือ ผลงานเทียบเคียงของผู้ฟ้องคดีจำนวน ๒ รายการ ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด) ผู้ฟ้องคดี
จึงขอให้ ก.ค.ศ. (ผู้ถูกฟ้องคดี) ทบทวนคุณสมบัติของตน แต่ ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วมีมติเช่นเดิมและได้ออกประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติ (กรณีทบทวน) ทางเว็บไซต์ของสำนักงาน โดยผู้ฟ้องคดีได้ถูกตัดสิทธิในการเข้าประเมิน ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าผลงานของตนเทียบเท่ากับผลงานเทียบเคียงอื่นที่หน่วยงานได้ให้การรับรอง จึงนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลปกครองเพิกถอนมติดังกล่าว

 

           ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาว่า : คำสั่งหรือมติกรณีข้าราชการครูยื่นคำขอทบทวนคุณสมบัติเข้ารับการประเมิน ย่อมถือเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครองที่เกิดขึ้นใหม่ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งมาตรา 68 วรรคสอง ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2539) ออกตามความในพระราชบัญญัติเดียวกัน กำหนดให้คำสั่งทางปกครองที่แสดงให้ทราบโดยทางเสียง แสง หรือสัญญาณที่สามารถทำให้รับรู้ถึงคำสั่งทางปกครองนั้นได้ทันที เป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลเมื่อได้แจ้ง

 

          ดังนั้น การที่ ก.ค.ศ. แจ้งผลการพิจารณาคุณสมบัติ (กรณีทบทวน) ลงวันที่ 30 มีนาคม 2565
ทางเว็บไซต์ของสำนักงาน (ประกาศสำนักงาน ก.ค.ศ. กำหนดให้มีการแจ้งผลการทบทวนทางเว็บไซต์ของสำนักงาน)โดยในส่วนที่ไม่เห็นชอบให้เป็นผู้มีคุณสมบัติเข้ารับการประเมิน รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,673 ราย รวมถึงผู้ฟ้องคดี จึงถือว่าผู้ฟ้องคดีรู้ผลการพิจารณาโดยทางอินเทอร์เน็ตในวันดังกล่าวแล้ว และเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายเมื่อมติของ ก.ค.ศ. เป็นคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยคณะกรรมการ จึงสามารถนำคดีมาฟ้องได้โดยไม่จำต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งก่อน การที่ผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องในวันที่ 21 มิถุนายน 2565 จึงเป็นการยื่นฟ้องภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แล้ว จึงรับคำฟ้องไว้พิจารณา (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 1722/2566)

 

           สรุปได้ว่า : คำสั่งทางปกครองจะมีผลใช้ยันต่อบุคคลตั้งแต่ขณะที่ผู้นั้นได้รับแจ้งเป็นต้นไป
โดยการแจ้งคำสั่งทางปกครองไม่จำต้องแจ้งด้วยหนังสือหรือวาจาเสมอไป แต่อาจแจ้งโดยวิธีการอื่นได้ เช่น หน่วยงานประกาศว่าจะดำเนินการแจ้งให้ทราบทางเว็บไซต์ของหน่วยงาน ซึ่งกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการ
ทางปกครองและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกำหนดให้คำสั่งทางปกครองที่แจ้งให้ทราบผ่านทางเว็บไซต์ (ถือเป็น
การแจ้งโดยทางเสียง แสง หรือสัญญาณ) มีผลเมื่อได้มีการแจ้ง (วันที่นำคำสั่งลงเว็บไซต์)

(ปรึกษาการฟ้องคดีปกครองได้ที่ “สายด่วนศาลปกครอง 1355”)

โดย ลุงถูกต้อง

อัพเดทล่าสุด