Categories
เยาวชน-การศึกษา

 สตูลเข้ม! จัดอบรมพร้อมสาธิตความปลอดภัยรถทัศนศึกษา หลังเหตุสลดรถบัสไฟไหม้ – เผยมีรถติด NGV เพียง 2 คัน 

สตูลเข้ม! จัดอบรมพร้อมสาธิตความปลอดภัยรถทัศนศึกษา หลังเหตุสลดรถบัสไฟไหม้ – เผยมีรถติด NGV เพียง 2 คัน

          ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยด้านการศึกษา หลังเกิดเหตุสลดรถบัสไฟไหม้เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

         

          วันนี้ที่ 5 พ.ย.2567 ที่อาคารอเนกประสงค์โรงเรียนบ้านคลองขุด อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล วันนี้นักเรียนโรงเรียนบ้านคลองขุดและคุณครู ได้ทดลองนั่งรถโดยสารไม่ประจำทาง และได้เรียนรู้การปฏิบัติตัวขณะอยู่บนรถ ทั้งการรัดเข็มขัดนิรภัย การเอาตัวรอดขณะเกิดอุบัติเหตุ การใช้ค้อนทุบกระจก การเปิดประตูนิรภัย การใช้เครื่องดับเพลิง

 

         ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “ความปลอดภัยในการใช้รถโดยสารไม่ประจำทางนำนักเรียนทัศนศึกษา” โดยมีนายชัยวุฒิ บัวทอง ปลัดจังหวัดสตูล เป็นประธานการอบรม  ที่จัดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์เพลิงไหม้รถบัสทัศนศึกษาที่ปทุมธานี  เมื่อ 1 ตุลาคม 2567 โดยครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมอบรมทั้งสิ้น 211 คน จากสถานศึกษาทุกสังกัดในจังหวัดสตูล

 

          หลักสูตรการอบรมประกอบด้วย 2 หัวข้อ คือ การเลือกใช้รถเพื่อการทัศนศึกษา และการใช้อุปกรณ์นิรภัยในรถโดยสารมีการสาธิตการช่วยเหลือและแนะนำการใช้อุปกรณ์ป้องกันเหตุฉุกเฉินในรถโดยสารสาธารณะ  มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาในการใช้รถโดยสารเพื่อการทัศนศึกษาอย่างปลอดภัยโดยได้รับการสนับสนุนจากหอการค้า   สถานประกอบการ   และขนส่งจังหวัดสตูล  

 

         ดร.ภิรมย์   จีนธาดา   ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล  กล่าวว่า  โครงการอบรมนี้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์รถบัสไฟไหม้ที่ทำให้นักเรียนและครูเสียชีวิต กระทรวงศึกษาธิการตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันอุบัติเหตุ  แม้เป็นเหตุสุดวิสัย แต่สามารถป้องกันได้ โดยการเรียนรู้นอกสถานที่ยังมีความจำเป็น เพราะมีความรู้มากมายนอกห้องเรียน  การให้ความรู้แก่ผู้บริหารและครูในการเลือกใช้ยานพาหนะที่ถูกต้องและการใช้อุปกรณ์นิรภัยเป็นสิ่งสำคัญ  การอบรมเน้นสองเรื่องหลัก คือ การเลือกใช้ยานพาหนะและการใช้อุปกรณ์นิรภัย มีการสาธิตการปฏิบัติบนรถบัสใช้เวลา 3 ชั่วโมง   มีผู้เข้าร่วมจากโรงเรียนทั้งภาครัฐและเอกชนในจังหวัดสตูล โดยได้รับการสนับสนุนจากหอการค้า สถานประกอบการ และขนส่งจังหวัด  การป้องกันก่อนนำนักเรียนไปทัศนศึกษามีความสำคัญมาก แม้อุบัติเหตุจะเกินคาดหมาย แต่การป้องกันที่ดีจะช่วยลดความสูญเสียได้

 

อัพเดทล่าสุด

            นายสุริยา   ตันติสิทธิกร   นักวิชาการขนส่งชำนาญการพิเศษสำนักงานขนส่งจังหวัดสตูล  กล่าวว่า   จังหวัดสตูลมีรถมาตรฐาน 4 ข. 2 ชั้น จำนวน 14-15 คัน  รถพัดลม 40 คัน ซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบอุปกรณ์ความปลอดภัยต่าง ๆ เช่น เข็มขัดนิรภัย ค้อนทุบกระจก ยาง ประตูฉุกเฉิน และระบบ GPS  ซึ่งการจัดอบรมให้ผู้บริหารสถานศึกษากว่า 200 คน ครั้งนี้จะได้ เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ   เกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยต่าง ๆ ในจังหวัดสตูลมีรถโดยสารที่ติดตั้งแก๊ส NGV เพียง 2 คัน  ซึ่งถือว่าน้อยกว่าภูมิภาคอื่น  ส่วนรถที่มีการต่อเติมประกอบไม่มีจะต้องผ่านมาตรฐานการประกอบที่เข้มงวดจากกรมการขนส่งทางบก ทั้งเรื่องคัสซี  ตัวถัง  และการทดสอบความเอียงเข้าโค้ง  รถทุกคันต้องผ่านการตรวจสภาพปีละ 2 ครั้ง 

         และสำหรับโรงเรียนใดที่จะจัดกิจกรรมทัศนศึกษานอกสถานที่จะต้อง นำรถคันที่จะเดินทางมาตรวจสภาพรถที่สำนักงานขนส่งจังหวัด พร้อมคุณครูจะต้องเดินทางมาร่วมตรวจสอบรถและมารับความรู้ก่อนออกเดินทางรับความรู้ตลอดจนการใช้เครื่องมือเพื่อความปลอดภัยหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นด้วยทุกครั้ง

          ส่วนรถรับส่งนักเรียนก็จะเป็นรายต่อไปที่จะต้องตรวจทุกครั้งก่อนใช้งาน  รถตู้รับส่งนักเรียนต้องขออนุญาตและตรวจสภาพทุก 6 เดือน โดยมีมาตรการด้านความปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

………………………………………..

Categories
ข่าวทั่วไป

หนุ่มสตูลชอบตกปลาล่องเรือตกได้ปลากดขี้ลิง  ประหลาดมีลำตัวเป็นสีเผือกสวยแวววาว

หนุ่มสตูลชอบตกปลาล่องเรือตกได้ปลากดขี้ลิง  ประหลาดมีลำตัวเป็นสีเผือกสวยแวววาว

          วันที่ 5  พฤศจิกายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ที่ร้านอ้อม  ตำบลพิมาน อำเภอเมือง จังหวัดสตูล  นายอภิชาต   มากลับ  อายุ 27 ปี หรือน้องเบ้นซ์   ที่มีความชอบส่วนตัว ชอบล่องเรือออกไปตกปลา ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 67 ที่ผ่านมา เวลา 14.00 น. ได้ล่องเรือออกไปตามลำคลองที่ตำมะลัง  อ.เมือง  จ.สตูล

 

          โดยนายอภิชาต  มากลับ  อายุ 27 ปี หรือน้องเบ้นซ์  เล่าให้ทีมข่าวฟังว่า   การตกปลาได้ครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้ง   โดยวันนี้ตกได้ 5 ตัว  และตัวนี้เป็นตัวที่ 5 ตกได้ปลากดที่มีลำตัวเป็นสีขาวเผือก   ดวงตาแดง   จึงนั่งเรือพากลับมาบ้าน   และถือว่าการได้ปลากดเผือกนี้   เป็นความพิเศษและแปลกมาก  ในซึ่งที่ผ่านๆมา  เวลาออกมาตกปลา จนได้ไปสอบถามผู้รู้ว่าปลาชนิดนี้คือปลาอะไรกันแน่   โดยชาวประมงเรียกปลานี้ว่า  “ปลากดขี้ลิง”   ส่วนใหญ่มีสีเขียว และนี้แปลกประหลาดสีขาวเผือกอย่างที่เห็น

           ทั้งนี้น้องเบ้นซ์    ยังบอกอีกว่า   ไม่เคยพบเห็นมาก่อน   ลำตัวของปลามีความแวว  ครีบ ตา  และหางมีสีแดงอมชมพู หากมีผู้สนใจก็พร้อมจะขายหากให้ราคาเป็นที่น่าพอใจ   ติดต่อได้ที่เบอร์ 094-2584092  โทรได้ 24 ชั่วโมง และอยากมีผู้รู้ช่วยวิเคราะห์ว่า ปลาตัวนี้   ควรเลี้ยงไว้ หรือปล่อยสู่ธรรมชาติดี หรือมีผู้ที่สนใจอยากซื้อไป

อัพเดทล่าสุด
Categories
ข่าวทั่วไป

พ่อค้าแม่ค้าชาวสตูลแห่ซื้อน้ำมันพืชจากมาเลย์ฯ ที่ตลาดค้าชายแดนคึกคัก  ส่วนจนท.ตรวจเข้มรถเข้า-ออก หวั่นซุกน้ำมันพืชลักลอบนำเข้า

พ่อค้าแม่ค้าชาวสตูลแห่ซื้อน้ำมันพืชจากมาเลย์ฯ ที่ตลาดค้าชายแดนคึกคัก  ส่วนจนท.ตรวจเข้มรถเข้า-ออก หวั่นซุกน้ำมันพืชลักลอบนำเข้า

         วันที่ 5 พฤศจิกายน 2567   จากปัญหาสินค้าจำพวกน้ำมันพืช น้ำปาล์มที่ใช้นำไปประกอบอาหาร จำพวก ของทอด เช่น  ร้านไก่ทอด ร้านกล้วยทอด และร้านอาหารในพื้นที่จังหวัดสตูล   ไม่สามารถทนรับราคาน้ำมันพืชที่ปรับราคาขึ้นไหว   จึงต้องหันไปซื้อน้ำมันพืชของประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศมาเลเซีย   จึงทำให้บรรยากาศพื้นที่บริเวณร้านค้าชายแดนวังประจัน ตำบลวังประจัน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล ที่ติดกับบ้านวังเกลียน  ประเทศมาเลเซีย  ร้านขายของชำเกือบทุกร้านต้องนำน้ำมันพืช น้ำมันปาล์ม มาวางขายหน้าร้าน แบบเป็นถุง ๆ  1 กิโลกรัม ขายราคาถุงละ   45  บาท  และแบบเป็นแกลลอน   ขนาด 5 กิโลกรัม ราคา 230 บาท ถูกพี่น้องพ่อค้า แม่ค้าชาวสตูล  มาเหมาซื้อไปจนหมดเกลี้ยงเกือบทุกร้าน   ขายดีจนขาดตลาด  และทางร้านบอกว่าช่วงนี้ที่น้ำมันพืชขายดีสาเหตุเพราะการนำเข้ายากมากและหากนำเข้าทางด่านชายแดนภาษีก็แพง

        นางสาวโรสณี  นางงา อายุ 38 ปี ลูกจ้างร้านขายของชำชายแดนวังประจัน กล่าวว่า ทางร้านค้าได้มีน้ำมันพืช น้ำมันปาล์มที่ใช้ปรุงอาหารขาย เหลือเพียง 3-4 ขวดเท่านั้น แบบเป็นถุงไม่มี หมดมาเกือบเดือนแล้ว เพราะ นำเข้ายาก และภาษีจัดเก็บชายแดนแพง ส่วนน้ำมันพืชของไทยไม่นำมาขาย ขายไม่ได้เพราะมีราคาแพงเกินไป  สำหรับน้ำมันพืชของประเทศเพื่อนบ้านจึงเป็นหนึ่งตัวเลือกสุดท้ายที่กลุ่มร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายของทอดมาเหมาซื้อไปทีละเยอะ ๆ เพราะเกรงว่าของจะขาดตลาด พร้อมกันนี้ด้านทางเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรวังประจัน ทหาร ตำรวจ ตม.สตูล ตชด.436 ร่วมกันตรวจรถบรรทุกสินค้าที่วิ่งผ่านชายแดนมาเลเซีย เข้ามาทางชายแดนจังหวัดสตูลทุกคัน หวั่นลักลอบนำน้ำมันพืชของมาเลเซียซุกซ่อนใต้ท้องรถเพื่อหลบเลี่ยงหนีภาษีได้

…………………………………………

อัพเดทล่าสุด
Categories
ท้องถิ่น-การเมือง

นายก อบต.ควนโดน นำความภาคภูมิใจสู่องค์กร เข้ารับรางวัล อปท.ที่มีการบริหารจัดการที่ดี ประจำปี 2567

นายก อบต.ควนโดน นำความภาคภูมิใจสู่องค์กร เข้ารับรางวัล อปท.ที่มีการบริหารจัดการที่ดี ประจำปี 2567

           วันที่ 2 พ.ย.2567  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า   นายวริศ มาลินี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนโดน พร้อมด้วย นายสะอาด เทศอาเส็น รองนายก นายตอเหลบ หวังกุหลำ เลขานุการนายก นางสาวอุไรวรรณ โกบปุเลา รองปลัด นายก็หลัด บินหมาน ประธานสภา และข้าราชการในสังกัด อบต.ควนดโดน เข้าร่วมพิธีมอบรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ดี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567   ซึ่งจัดโดย สำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สปน. โดยจัดขึ้น  ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ แกรนด์บอลรูม ชั้น 4 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะเขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร  

           

           นางสาวแพรทองธาร ชิณวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธี  และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ  รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กล่าวรายงาน คณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนเพื่อให้เป็นรางวัลสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนถิ่น และผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับรางวัลเข้าร่วม จำนวน 65 แห่ง

 

          ในส่วนของรางวัลที่อบต.ควนโดน  ได้รับคือโครงการสตูลเกษตรแฟร์ งานกระท้อนสโตย-สตูล และผลไม้อัตลักษณ์ของดีสตูล  “กระท้อนนาปริกสตูล” สินค้าภูมิปัญญาจังหวัดสตูล รสชาติดี หวานอร่อย อัตลักษณ์ชัดเจน ผลักดันเข้าสู่ตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ สร้างรายได้สู่เกษตรกร พร้อมเดินหน้าสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง กระท้อนสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆได้อีกมากมาย เช่น กระท้อนทรงเครื่อง กระท้อนแช่อิ่ม น้ำแกงขนมจีน ไอติมกระท้อน และปุ๋ยหมักจากผลกระท้อนที่เน่าเสีย เป็นต้น

 

       ทั้งนี้ กระท้อนนาปริกสตูลนับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดสตูล ซึ่งถูกผลักดันให้สินค้าสามารถนาเข้าแข่งขันในตลาดโลกได้ อีกทั้งยังเป็นสินค้าภูมิปัญญาที่มีการถ่ายทอดเทคนิคและวิธีการปลูกจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อคงคุณภาพที่ดีและความเป็นเอกลักษณ์จนถึงปัจจุบัน ซึ่งสร้างรายได้เข้าจังหวัดสตูลและเกษตรกรในพื้นที่ และมีการขยายผลไปสู่การเชื่อมโยงท่องเที่ยวชุมชน

……………………………

#งานประชาสัมพันธ์ อบต.ควนโดน

อัพเดทล่าสุด
Categories
ข่าวทั่วไป ท่องเที่ยว-กีฬา

ชาวสตูลกว่า  3,000 คน ร่วมกิจกรรม “เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาตครั้งที่ 10 เฉลิมพระเกียรติในหลวง เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ” ประจำปี 2567

ชาวสตูลกว่า  3,000 คน ร่วมกิจกรรม “เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาตครั้งที่ 10 เฉลิมพระเกียรติในหลวง เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ” ประจำปี 2567

        วันที่  2 พ.ย. 67  เวลา 05.30 น. ที่บริเวณลานหน้าศาลากลางจังหวัดสตูล นายศักระ กปิลกาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นประธานเปิดกิจกรรม เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 10 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมีนายคณิต คงช่วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นางสาวดุษฎี  พฤกษเศรษฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นายพิบูลย์ รัชกิจประการ สส.สตูล เขต 1 นายชัยวุฒิ บัวทอง ปลัดจังหวัดสตูล แพทย์หญิงอภิญญา  เพ็ชรศรี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสตูล  พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ศาล ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน สื่อมวลชน เยาวชน และประชาชนในพื้นที่จังหวัดสตูล ร่วมสวมใส่เสื้อโครงการฯ และเสื้อโทนสีเหลืองเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 3,000 คน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

         สำหรับกิจกรรมดังกล่าว  คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล , ศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช , ศิริราชมูลนิธิ และภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชนกว่า 40 หน่วยงาน ร่วมกันจัดขึ้น โดยขับเคลื่อนโครงการฯ ผ่านเขตสุขภาพ 13 แห่งทั่วประเทศ ในการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ กิจกรรมให้ความรู้  โรคหลอดเลือดสมอง และกิจกรรมออกกำลังกาย เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ที่ร่วมจัดงานพร้อมกัน 77 จังหวัดทั้งประเทศ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ที่ทรงเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนชาวไทย   ในการรักษาสุขภาพและการออกกำลังกาย  ตลอดจนจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้  โรคหลอดเลือดสมอง ภายใต้หัวข้อ “คนไทยสมองดี” หรือ “Healthy Thai , Healthy Brains” และรณรงค์เชิญชวนคนไทยให้หันมาออกกำลังกาย  เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง อันจะเป็นการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ในอีกทางหนึ่งด้วย

 

         ทั้งนี้ ภายในกิจกรรม ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการฯ , การเต้นแอโรบิค , เดิน วิ่ง ระยะทาง 5 และ 10 กิโลเมตร และปั่นจักรยาน ระยะทาง 23 กิโลเมตร

……………………………………………………………

อัพเดทล่าสุด
Categories
ข่าวเด่น

คืบหน้า สาวใหญ่ยันไม่หนีคดีชนรถ เห็นค่าซ่อม 6.5 หมื่นแพงเกิน พร้อมสู้คดีในชั้นศาล  ไม่เจตนาหนี อ้างฝนตกหนัก-ทัศนวิสัยไม่ดี  ยันไม่ได้อ้างชื่อแม่ทัพภาค 4 เมื่อถามมาก็ตอบไป  พร้อมเคลียร์ค่าเสียหายตามเหมาะสม

สตูล –  คืบหน้า สาวใหญ่ยันไม่หนีคดีชนรถ เห็นค่าซ่อม 6.5 หมื่นแพงเกิน พร้อมสู้คดีในชั้นศาล  ไม่เจตนาหนี อ้างฝนตกหนัก-ทัศนวิสัยไม่ดี  ยันไม่ได้อ้างชื่อแม่ทัพภาค 4 เมื่อถามมาก็ตอบไป  พร้อมเคลียร์ค่าเสียหายตามเหมาะสม

จากกรณีแม่ค้าสาวใหญ่สตูลได้ร้องสื่อมวลชนให้ช่วยหลังอ้างว่าคู่กรณีชนแล้วหนี  อีกทั้งอ้างตัวเป็นผู้พิพากษาสมทบและสนิทกับแม่ทัพภาคที่ 4  ไม่ยอมรับผิดชอบให้ไปคุยกันที่ศาลเท่านั้น   วันนี้ทางทีมสื่อได้พยายามติดต่อคู่กรณีเพื่อให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายโดยอ้างว่า ไม่เคยคิดอ้างผู้ใหญ่เมื่อมีคนถามมาก็ตอบไปตามความเป็นจริง ยืนยันไม่คิดหนีแต่ตอนนั้นตกใจไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน 

 

นางสาวณัฎฐณิชา  อาลี อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 170 หมู่ที่ 2 ต.เกตรี  อ.เมือง  จ.สตูล  ได้ติดต่อเข้าร้องทุกข์กับสื่อมวลชนว่ารถตู้ (ใช้ไปขายของตามตลาดนัด) ของตนซึ่งจอดสนิทอยู่หน้าบ้านดังกล่าวที่เตรียมจะไปขายของตอนตี 5 นาฬิกาแล้วจู่ ๆ เวลาประมาณ  1.10 น.ของวันที่ 26 ต.ค.2567 ขณะเพิ่งกลับจากทำงานไม่นานได้นั่งดูทีวีภายในบ้านได้ยินเสียงโครมอย่างหนักจึงรีบออกไปดู  พบว่ารถตู้คู่ใจทำงานของตนได้กระเด็นขึ้นมาเกยบนฟุตบาท และเห็นรถรถยนต์เก๋งแบนซ์คันก่อเหตุได้พยายามขับมุ่งหน้าหนีไปในเมืองโดยไม่มีท่าทีว่าจะหยุดรถหลังก่อเหตุ

 

ทันใดนั้นตนจึงรีบโทรแจ้ง 191 ให้ช่วยสกัดจับรถคันดังกล่าว ก่อนตำรวจจะไปพบว่ารถคันดังกล่าวไปจอดอยู่ที่อู่แห่งหนึ่งในตัวเมืองสตูล  และได้ทำการยึดมาตรวจสอบ พร้อมเรียกเจ้าของรถ(ผู้หญิง)มาให้ปากคำโดยระหว่างนั้นเจ้าของรถได้ให้การภาคเสธกับตำรวจ และยืนยันว่าไม่ได้ผิดไม่ขอชดใช้ค่าเสียหาย ที่ทางเจ้าทุกข์ได้ให้ช่างประเมินราคาแล้ว 65,000 บาท เพราะรถตู้จอดผิดที่เอง หากอยากได้  ให้ไปคุยกันที่ศาล และยังได้อ้างตัวกับตนและตำรวจว่ารู้ไหมว่าตนเป็นใคร ตนเป็นผู้พิพากษาสมทบ และรู้จักกับแม่ทัพภาคที่ 4

 

 ซึ่งเจ้าทุกข์นางสาวณัฎฐณิชา  อาลี  มองว่ามากล่าวอ้างผู้หลักผู้ใหญ่ทำไม เมื่อทำผิดก็น่าจะต้องรับผิดกลับเชไช หรือว่าจะพลิกคดีเพราะรู้จักคนใหญ่คนโต  ไม่ยอมชดใช้จึงอยากให้สื่อมวลชนช่วยให้ดำเนินคดีเป็นไปตามกฎหมาย  แม้ทางตำรวจเองก็ยืนยันว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมาย

 

นางสาวณัฎฐณิชา  อาลี   มีความกังวลว่า  เขาอาจจะใช้เงินทำอะไรได้ทุกอย่าง แต่เราต้องการความถูกต้อง เขาจ้างทนายมาเพื่อจะไม่จ่ายตังให้  เรามองว่าเขายังเอาคนใหญ่คนโตมาพูดทั้งเขาก็ไม่รู้เรื่อง  และยังอ้างว่าตนไปสืบทราบมาว่าผู้ชนแล้วหนีในวันเกิดเหตุเพิ่งกลับมาจากงานเลี้ยง ดื่มไวน์มาหรือไม่นั้นไม่ทราบ  อยากให้มีการตรวจสอบแต่ตนมีภาพถ่ายงานเลี้ยงก่อนวันก่อเหตุด้วย

 

โดยขณะนี้คดีทางร้อยเวรสภ.เมืองสตูล ได้ประสานให้ตำรวจชุดพิสูจน์หลักฐาน  เข้ามาตรวจร่องรอยการชนของรถเบนซ์และรถตู้คันเกิดเหตุ  เพื่อเป็นหลักฐานว่าใครผิดใครถูกกันแน่  โดยตำรวจยืนยันว่าคดีนี้จะดำเนินคดีตามกฎหมายแน่นอน

 

           ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบกับคู่กรณี  และพร้อมจะชี้แจงในกรณีที่ถูกกล่าวหา

          โดยยอมรับกับสื่อมวลชนว่า  ตนชนจริงแต่ไม่รู้ว่าเป็นรถของใคร เนื่องจากรถตู้คันดังกล่าวจอดอยู่ที่ข้างถนน และอยู่ตรงจุดที่กำลังมีการก่อสร้าง มีแท่งแบริเออร์วางอยู่เต็มหมดเลย ขณะที่ขับรถตามวันเวลาดังกล่าว พยายามหลบแท่งแบริเออร์แต่ได้แฉลบไปชนรถของเขา

          ประกอบกับดึกแล้วตีหนึ่งกว่า ฝนตกหนัก มืดไม่มีแสงสว่างเลย ไม่กล้าจอดรถอยู่นานได้จอดแค่แป๊บเดียว มองไม่เห็นอะไรเลยก็เลยตัดสินใจขับรถกลับบ้านก่อนดีกว่า  พอมาถึงบ้านพบว่ายางรถเสียหมดเลย

         ยืนยันได้ว่าไม่ได้เจตนาที่จะหนี และหลังไปเจอตำรวจ ได้ยอมรับกับตำรวจว่าชนจริง แต่ไม่รู้ว่าเป็นรถของใคร และได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ให้ตำรวจฟัง จากนั้นตำรวจได้ขอใบขับขี่และบัตรประชาชน เมื่อตำรวจเห็นบัตร และได้สอบถามว่าพี่ทำงานอะไร และได้บอกว่าตนเองได้ทำธุรกิจส่วนตัว แล้วตำรวจถามว่าเห็นใส่ชุดคล้ายข้าราชการถ่ายรูปติดบัตร ก็เลยบอกว่าตนเป็นผู้พิพากษาสมทบ จากนั้นตำรวจบอกว่าถ้าไม่บอกก็ไม่เป็นไรสามารถเช็คประวัติได้ พี่ก็ได้บอกว่าเช็คได้เลยพี่ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย ผ่านการตรวจสอบมาแล้วไม่เคยทำความผิดอะไร

         แต่พอพี่กำลังจะกลับหลังจากให้ปากคำตำรวจเสร็จ มีน้องในโรงพักเขาถามว่าพี่มาจากไหน พี่เลยบอกว่ามาจากงานเลี้ยงแม่ทัพภาคที่ 4 และมีน้องอีกคนที่อยู่ในโรงพักถามว่าพี่รู้จักแม่ทัพภาคที่ 4 เหรอ ตนก็ยอมรับว่ารู้จัก โดยไม่ได้กล่าวอ้างว่ารู้จักตั้งแต่ทีแรก  ซึ่งน้องเจ้าทุกข์ก็นั่งอยู่ด้วยก็ยังได้บอกกับตนเลยว่าตนเองก็รู้จักแม่ทัพภาคที่ 4 ด้วยเช่นกัน เพิ่งไปทอดกฐินมา ตนก็บอกว่าตนก็ไปทอดกฐินด้วยเช่นกันที่รัตภูมิ  จึงได้มีการคุยกันและบอกว่าเป็นเพื่อนกับภรรยาของท่านแม่ทัพภาคที่ 4 เรียนปริญญาโทมาด้วยกัน สนิทกันจึงได้มีการเล่าสู่กันฟัง

        ยืนยันว่าไม่ได้กล่าวอ้างเพื่อที่จะให้พ้นผิด   เพราะเรื่องคดีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ไม่ได้ใหญ่โต คอขาดบาดตาย ตนสามารถเคลียร์ของตัวเองได้ ซึ่งทางเจ้าทุกข์ก็บอกว่ารู้จักกับภรรยาของท่าน ตนเองก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะที่วัดทอดพระป่าใครก็ไปได้ จากนั้นจึงขอตัวกลับก่อน

         ทางเจ้าทุกข์ได้บอกกับตนว่าได้ให้อู่ตีราคามาแล้วจำนวน 65,000 บาท ซึ่งตนได้บอกกับเจ้าทุกข์ว่า ราคาสูงไป แล้วได้บอกว่าขอคิดดูก่อน และบอกว่าไม่ลดอะไรให้อีกแล้วหรอ ถ้าเป็นแบบนั้นตนเลยบอกว่า ก็ค่อยไปว่ากันในศาล ก็ได้. ซึ่งตนได้พูดแนวนี้

          ถ้าเขาไม่ยอมให้พี่จ่ายเท่านั้นพี่ก็สู้ไม่ไหว ซึ่งเห็นว่าเขาก็ผิดเหมือนกัน เพราะเขาไปจอดรถที่ไหล่ถนน เป็นพื้นที่แคบและเป็นพื้นที่ก่อสร้าง ตนเห็นว่าไม่เหมาะที่รถตู้จะไปจอด

          ซึ่งตนสามารถยืนยันได้อีกครั้งว่าไม่เคยกล่าวอ้างชื่อแม่ทัพแต่อย่างใด  เพราะจะโทรก็สามารถยกหูโทรได้เลย เพราะตนคุยทุกวัน

         ตนก็ยืนยันว่าจะขอเคลียร์กับเจ้าทุกข์แต่ถ้าค่าใช้จ่ายสูงขนาดนั้นก็ไม่ไหว เพราะมันสูงเกินไป เพราะถ้าพี่ผิดจริงๆก็ต้องให้ทางชุดพิสูจน์หลักฐานเขาทำงานก่อน ถ้าผิดจริงๆก็ค่อยคุยกันเรื่องค่าใช้จ่าย ถ้าค่าใช้จ่ายสูงเกินไปจะขอลดได้อีกไหมเพราะเขาก็ผิด

         พอมาเป็นแบบนี้ก็รู้สึกเสียความรู้สึกมากเลย  เพราะอยากจะไกล่เกลี่ยเหมือนกัน  ถ้าเป็นแบบนี้ก็คงต้องว่ากันอีกที

…………

อัพเดทล่าสุด
Categories
ข่าวเด่น

ร้องสื่อหลังเจอคู่กรณีชนแล้วหนี อ้างตัวสนิทกับแม่ทัพภาคที่ 4 ไม่ยอมรับผิดชอบให้ไปคุยกันที่ศาลเท่านั้น

สตูล – ร้องสื่อหลังเจอคู่กรณีชนแล้วหนี อ้างตัวสนิทกับแม่ทัพภาคที่ 4 ไม่ยอมรับผิดชอบให้ไปคุยกันที่ศาลเท่านั้น

           ผู้สื่อข่าวรายงานวันที่ 29 ต.ค.2567   นางสาวณัฎฐณิชา  อาลี อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 170 หมู่ที่ 2 ต.เกตรี อ.เมืองสตูล  ได้ติดต่อเข้าร้องทุกข์กับสื่อมวลชนว่ารถตู้ (ใช้ไปขายของตามตลาดนัด) ของตนซึ่งจอดสนิทอยู่หน้าบ้านดังกล่าวที่เตรียมจะไปขายของตอนตี 5 นาฬิกาแล้วจู่ ๆ เวลาประมาณ  01.10 น.ของวันที่ 26 ต.ค.2567 ขณะเพิ่งกลับจากทำงานไม่นาน ได้นั่งดูทีวีภายในบ้านได้ยินเสียงโครมอย่างหนักจึงรีบออกไปดู  พบว่ารถตู้คู่ใจทำงานของตนได้กระเด็นขึ้นมาเกยบนฟุตบาท และเห็นรถรถยนต์เก๋งแบนซ์คันก่อเหตุได้พยายามขับมุ่งหน้าหนีไปในเมืองโดยไม่มีท่าทีว่าจะหยุดรถหลังก่อเหตุ

        ทันใดนั้นตนจึงรีบโทรแจ้ง 191 ให้ช่วยสกัดจับรถคันดังกล่าว ก่อนตำรวจจะไปพบว่ารถคันดังกล่าวไปจอดอยู่ที่อู่แห่งหนึ่งในตัวเมืองสตูลและได้ทำการยึดมาตรวจสอบ พร้อมเรียกเจ้าของรถ(ผู้หญิง)มาให้ปากคำโดยระหว่างนั้นเจ้าของรถได้ให้การภาคเสธกับตำรวจ และยืนยันว่าไม่ได้ผิดไม่ขอชดใช้ค่าเสียหาย  ที่ทางเจ้าทุกข์ได้ให้ช่างประเมินราคาแล้ว 65,000 บาท เพราะรถตู้จอดผิดที่เอง หากอยากได้ให้ไปคุยกันที่ศาล และยังได้อ้างตัวกับตนและตำรวจว่ารู้ไหมว่าตนเป็นใคร  และรู้จักกับแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งเจ้าทุกข์นางสาวณัฎฐณิชา  อาลี  มองว่ามากล่าวอ้างผู้หลักผู้ใหญ่ทำไม เมื่อทำผิดก็น่าจะต้องรับผิดกลับเชไช หรือว่าจะพลิกคดีเพราะรู้จักคนใหญ่คนโต  ไม่ยอมชดใช้จึงอยากให้สื่อมวลชนช่วยให้ดำเนินคดีเป็นไปตามกฎหมาย  แม้ทางตำรวจเองก็ยืนยันว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมาย

          นางสาวณัฎฐณิชา  อาลี   มีความกังวลว่าเขาอาจจะใช้เงินทำอะไรได้ทุกอย่าง แต่เราต้องการความถูกต้อง เขาจ้างทนายมาเพื่อจะไม่จ่ายตังให้  เรามองว่าเขายังเอาคนใหญ่คนโตมาพูดทั้งเขาก็ไม่รู้เรื่อง  และยังอ้างว่าตนไปสืบทราบมาว่าผู้ชนแล้วหนีในวันเกิดเหตุเพิ่งกลับมาจากงานเลี้ยง  ดื่มไวน์มาหรือไม่นั้นไม่ทราบ  อยากให้มีการตรวจสอบแต่ตนมีภาพถ่ายงานเลี้ยงก่อนวันก่อเหตุด้วย

         โดยขณะนี้คดีทางร้อยเวร สภ.เมืองสตูล  ได้ประสานให้ตำรวจชุดพิสูจน์หลักฐานเข้ามาตรวจร่องรอยการชนของรถเบนซ์และรถตู้คันเกิดเหตุเพื่อเป็นหลักฐานว่าใครผิดใครถูกกันแน่  โดยตำรวจยืนยันว่าคดีนี้จะดำเนินคดีตามกฎหมายแน่นอน

         จากข้อสังเกตบริเวณหน้ารถยนต์เบนซ์ สีดำ ยังพบสติกเกอร์ติดหน้ารถ เข้า-ออก ค่ายสมันตรัฐบุรินทร์ ติดไว้ด้วย

………………………………

อัพเดทล่าสุด
Categories
ท่องเที่ยว-กีฬา

ททท. จับมือ กระทรวงท่องเที่ยวฯ มาเลเซีย แถลงความร่วมมือส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน เล็งบูสต์กลุ่มนักท่องเที่ยวขับรถข้ามชายแดน หวังดันท่องเที่ยวระหว่างไทย-มาเลเซีย 7 ล้านคนตลอดปี

ททท. จับมือ กระทรวงท่องเที่ยวฯ มาเลเซีย แถลงความร่วมมือส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน เล็งบูสต์กลุ่มนักท่องเที่ยวขับรถข้ามชายแดน หวังดันท่องเที่ยวระหว่างไทย-มาเลเซีย 7 ล้านคนตลอดปี

           (26 ตุลาคม 2567 ) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดย นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ และ กระทรวงการท่องเที่ยว ศิลปะ และวัฒนธรรม แห่งมาเลเซีย โดย ดร. ยัสมิน บินติ ยาซิม รองเลขาธิการใหญ่ ร่วมกันแถลงความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เชื่อมโยงระหว่างกัน ด้วยการท่องเที่ยวรูปแบบขับรถข้ามชายแดนไทย-มาเลเซีย (Cross-border Tourism) พร้อมร่วมปล่อยขบวนคาราวาน Thailand-Malaysia Self-Drive Tourism กว่า 60 คัน ณ ลานจอดรถ The Zon Duty Free Complex ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างด่านสะเดา จังหวัดสงขลา ราชอาณาจักรไทย และด่านบูกิตกายูฮิตัม สหพันธรัฐมาเลเซีย ซึ่งมีนักขับรถและผู้ร่วมคาราวานเข้าร่วมงานกว่า 100 คน เดินทางสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าประทับใจ แลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ

         นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมุ่งขับเคลื่อนนโยบาย IGNITE Thailand’s Tourism ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก และเป็นศูนย์กลางในการเดินทางของภูมิภาคอาเซียน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท.ได้เร่งดาเนินการมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวข้ามแดนระหว่างประเทศเพื่อนบ้านภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน (ASEAN) โดยสาหรับประเทศไทยและมาเลเซียนั้น เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ สามารถเชื่อมโยงกันได้ทั้งทางอากาศ ทางบก (ทางถนนและทางราง) และทางน้า ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวมาเลเซียติดอันดับ Top 3 ตลาดนักท่องเที่ยวที่เดินทางเยือนไทยมากที่สุด โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 23 ตุลาคม 2567 มีนักท่องเที่ยวมาเลเซียมาเยือนไทยแล้วมากกว่า 4 ล้านคน โดยร้อยละ 49 เลือกเดินทางเข้าประเทศไทยผ่านชายแดนด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งจากปัจจัยสนับสนุนของมาตรการรัฐบาลในการขยายเวลาการยกเว้นการยื่นรายการตามแบบ ตม.6 ของ 4 ด่านชายแดนทางบกระหว่างประเทศไทยและมาเลเซีย ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2567 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2568 จึงเป็นโอกาสอันดีที่ไทยและมาเลเซียจะร่วมกันส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวทั้งสองประเทศเดินทางระหว่างกันในรูปแบบการท่องเที่ยวขับรถข้ามแดน (Cross-border Tourism) ทั้งนี้ ในปี 2567 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียมาเยือนไทยรวมทั้งหมดไม่น้อยกว่า 5 ล้านคน ในขณะเดียวกันจะมีคนไทยเดินทางไปเยือนมาเลเซียในปีนี้ ไม่น้อยกว่า 2 ล้านคน รวมแล้วคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางระหว่างกันไม่น้อยกว่า 7 ล้านคน

         ดร.ยัสมิน บินติ ยาซิม รองเลขาธิการใหญ่ กระทรวงการท่องเที่ยว ศิลปะ และวัฒนธรรม แห่งมาเลเซีย กล่าวว่า มาเลเซียมีความยินดียิ่งที่ได้มีความร่วมมือกับประเทศไทยในการส่งเสริมการท่องเที่ยวข้ามชายแดน โดยจะมุ่งส่งมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของสองประเทศ และมาเลเซียได้เตรียมการประกาศให้ปี 2569 เป็นปีท่องเที่ยวมาเลเซีย (Visit Malaysia 2026) ตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วโลกไม่น้อยกว่า 35.6 ล้านคน และเชื่อว่าการท่องเที่ยวข้ามชายแดน จะมีบทบาทสาคัญในการเพิ่มจานวนนักท่องเที่ยวระหว่างไทยและมาเลเซียได้อย่างมาก สอดคล้องกับความตั้งใจของมาเลเซียที่จะส่งเสริมให้มีการอำนวยความสะดวก สำหรับการเดินทางข้ามชายแดนอย่างไร้รอยต่อ และเสริมสร้างความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกับไทยและประเทศสมาชิกทั้งภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน (ASEAN) และ Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle (IMTGT) ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ตลอดจนสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต่อไป

       การแถลงความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีในการต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ โดย ททท. และกระทรวงการท่องเที่ยว ศิลปะ และวัฒนธรรม แห่งมาเลเซีย ได้ร่วมกันเปิดตัวคู่มือแผนที่เส้นทางท่องเที่ยว Self-Drive เชื่อมโยงชายแดนไทยและมาเลเซีย ซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในเส้นทาง โดยนักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถรับข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล พร้อมทั้งค้นหาคู่มือเส้นทางท่องเที่ยว เชื่อมโ ยงประเ ทศ ไทย แล ะ มาเล เ ซีย รว มถึงประเทศเพื่อน บ้าน อื่น ๆ ได้ที่เว็บ ไ ซ ต์ https://tourismproduct.tourismthailand.org โดย ททท. มีแผนจะพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวขับรถข้ามแดนร่วมกับมาเลเซียเพิ่มเติม อีกทั้งพิจารณาการพัฒนาสินค้าและบริการการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมที่พัก ร้านค้า ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวรวมถึงการจัดกิจกรรมกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยว และเพิ่มโอกาสให้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียได้ขยายการเดินทางไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ของไทย นอกเหนือจากภูมิภาคภาคใต้ด้วย เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเดินทางเชื่อมโยงกันโดยสะดวก

        นอกจากนี้ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น ASEAN Hub ททท. มีนโยบายที่จะกระตุ้นการเดินทางเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านผ่านช่องทางคมนาคมที่หลากหลาย สาหรับประเทศไทยและมาเลเซียนั้นถือว่ามีข้อได้เปรียบที่สามารถเชื่อมโยงกันได้ทั้งทางอากาศ ทางบก (ทางถนนและทางราง) และทางน้า จึงเป็นโอกาสอันดีในการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศไปพร้อมกัน โดยในส่วนของการเชื่อมโยงทางอากาศมีความร่วมมือในการเปิดเส้นทางการบินใหม่ ๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง อาทิ เส้นทางบินกัวลาลัมเปอร์-เชียงใหม่ของ Malaysia Airline เมื่อเดือนสิงหาคม 2567 และทางราง ได้ริเริ่มผลักดันการเดินทางท่องเที่ยวโดยรถไฟจากกัวลาลัมเปอร์ ตรงไปยังสถานีหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภายใต้การบูรณาการความร่วมมือกันระหว่าง การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับการรถไฟมาลายา หรือ KTMB (Keretapi Tanah Melayu Berhad) ให้บริการขนส่งนักท่องเที่ยวโดยรถไฟ KTM Electric Train Service (ETS) ซึ่งให้บริการจากสถานี KL Sentral ไปยังสถานีรถไฟปาดังเบซาร์ รัฐปะลิส ก่อนจะเชื่อมต่อไปยังสถานีรถไฟหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ทั้งยังจัด Chartertrain ชื่อ My Sawasdee ในเส้นทางกัวลาลัมเปอร์-ปาดังเบซาร์-หาดใหญ่ รองรับผู้โดยสารได้ถึงเที่ยวละ 400 คน โดยจะเปิดให้บริการเพียงช่วงวันหยุดยาว หรือเทศกาลเฉลิมฉลองพิเศษ ซึ่ง ททท. มีแผนที่จะส่งเสริมเส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางที่เปิดให้บริการเป็นประจาเพิ่มขึ้นต่อไป

        ททท. คาดว่า การเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการนาเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวผ่านช่องทางคมนาคมที่หลากหลายระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้านนั้น จะทาให้ ททท. ดาเนินกิจกรรมด้านการตลาดได้บรรลุตามเป้าของรัฐบาล ซึ่งตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยว 3.5 ล้านล้านบาท และเพิ่มเป้าหมายจานวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ 36.7 ล้านคน ภายในปี 2567 นี้

………………………………………

ไพรัช  สุขงาม // ภาพ-ข่าว

อัพเดทล่าสุด
Categories
ท้องถิ่น-การเมือง ท่องเที่ยว-กีฬา

สตูล เปิด “หลาดเกตเวย์ไนท์” แหล่งรวมสินค้าและ Street Food อย่างเป็นทางการ

สตูล เปิด “หลาดเกตเวย์ไนท์” แหล่งรวมสินค้าและ Street Food อย่างเป็นทางการ

         ที่บริเวณลานจีโอปาร์คเกตเวย์ ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล นายศักระ กปิลกาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นประธานในพิธีเปิด “หลาดเกตเวย์ไนท์” แหล่งรวมสินค้าและ Street Food อย่างเป็นทางการ โดยมีนายคณิต คงช่วย นางสาวดุษฎี พฤกษเศรษฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ สื่อมวลชน ประชาชน และนักท่องเที่ยว เข้าร่วมในพิธีเปิดเป็นจำนวนมาก ซึ่งบรรยากาศในงานต่างมีประชาชนและนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเข้ามาจับจ่ายสินค้ากันอย่างคึกคัก

         ทั้งนี้   องค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล  ได้เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาศูนย์บริการท่องเที่ยวจังหวัดสตูล ให้เป็นศูนย์กลางในการให้บริการข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยว  เป็นแหล่งกระจายรายได้ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นและเพื่อให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของประเทศ จึงกำหนดจัดหาผลประโยชน์ในทรัพย์สินขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล  และได้กำหนดจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยวิถีถิ่น (หลาดเกตเวย์ไนท์) ขึ้น ณ บริเวณลานจอดรถบริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยวจังหวัดสตูล ในวันอังคารและวันศุกร์ เวลา 15.30 ถึง 22.00 น. โดยกำหนดเปิดตลาดในวันที่ (25 ต.ค. 67) และจะดำเนินการเปิดตลาดทุกวันอังคารและศุกร์ ตลอดปีงบประมาณ พ.ศ.2568

 

         ทั้งนี้มีผู้ประกอบการร้านค้าที่ผ่านการคัดเลือกและมีสิทธิ์จำหน่ายสินค้าในหลาดเกตเวย์ไนท์ จำนวน 70 ราย รวมพื้นที่ใช้เปิดร้านค้า จำนวน 120 ล๊อค ประกอบด้วย อาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ สินค้ากิฟชอฟ สินค้ามือสอง ต้นไม้ และสัตว์เลี้ยง อย่างหลากหลาย สามารถส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็ง และส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสตูลมิติต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

………………………………..

อัพเดทล่าสุด
Categories
ข่าวเด่น

สตูล – แม่เลี้ยงเดี่ยวร้องสื่อ ถูกเพื่อนสมัยมัธยมหลอกค้ำประกันเงินกู้ สูญเงินกว่า 3 แสนบาท

สตูล – แม่เลี้ยงเดี่ยวร้องสื่อ ถูกเพื่อนสมัยมัธยมหลอกค้ำประกันเงินกู้ สูญเงินกว่า 3 แสนบาท

          ผู้สื่อข่าวจังหวัดสตูลได้รับการร้องทุกข์จากนางสาวณัฐ (นามสมมติ) อายุ 31 ปี ชาวบ้านควน อำเภอเมือง จังหวัดสตูล หลังถูกเพื่อนสมัยมัธยมที่รู้จักกันในนาม “ไฮโซตาต้าโลตัส” หลอกให้ค้ำประกันเงินกู้ จนทำให้ต้องแบกรับภาระหนี้สินกว่า 300,000 บาท

 

           นางสาวณัฐ  เปิดเผยว่า เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่เพื่อนขอยืมเงิน 50,000 บาท โดยอ้างว่าจะนำไปใช้จ่ายค่าเช่าร้านเสื้อผ้าและร้านโทรศัพท์  ที่ห้างใหญ่ในอำเภอควนโดน  ซึ่งตนได้นำทรัพย์สินส่วนตัวไปจำนำ  เพื่อนำเงินมาให้ยืม  ต่อมาเพื่อนได้ขอให้ช่วยค้ำประกันเงินกู้นอกระบบเพื่อนำเงินมาคืน แต่กลับไม่ได้รับการชำระคืนแต่อย่างใด จนปัจจุบันยอดหนี้รวมทั้งต้นและดอกเบี้ยพุ่งสูงถึง 300,000 บาท

 

           ผู้เสียหายซึ่งเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว มีภาระต้องดูแลครอบครัวรวม 4 ชีวิต ประกอบด้วย พ่อที่ป่วยพิการจากอุบัติเหตุ น้องชายที่เป็นออทิสติก แม่ที่แก่ชรา และบุตรสาวที่กำลังเรียนหนังสือ เธอมีอาชีพเป็นเพียงฟรีแลนซ์ไม่มีรายได้ประจำ  จำต้องนำทรัพย์สินในครอบครัว ทั้ง iPad ของลูกสาว สร้อยคอทองคำของแม่ และหัวทะเบียนรถของครอบครัวอีก 3 คัน ไปจำนำเพื่อนำเงินมาจ่ายหนี้

 

           ขณะที่ลูกหนี้ซึ่งปัจจุบันพำนักอยู่ในประเทศมาเลเซีย ยังคงใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย และจ่ายเงินคืนเพียงครั้งละ 100-500 บาทเท่านั้น  ทั้งยังมีการข่มขู่ผู้เสียหายว่าจะดำเนินคดีข้อหาปล่อยเงินกู้นอกระบบ แม้ว่าผู้เสียหายจะได้แจ้งเรื่องต่อศูนย์ดำรงธรรมแล้ว แต่เห็นว่ากระบวนการทางกฎหมายอาจไม่สามารถช่วยเหลือได้มากนัก

          นอกจากนี้ทีมข่าวยังพบว่า   “ไฮโซตาต้าโลตัส” ยังมีการหลอกยืมเงินจากบุคคลอื่นอีกหลายราย แต่ผู้เสียหายรายอื่นยังไม่พร้อมที่จะให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชน เนื่องจากเกรงกลัวการถูกข่มขู่จากลูกหนี้

อัพเดทล่าสุด