Categories
ข่าวเด่น

หวิดขิต! หนุ่มสตูลเล่านาทีระทึกขณะจอดรถเฉยๆ เพื่อนร่วมทางพุ่งชนกระเด็นอัดก๊อปปี้เสาไฟฟ้า

หวิดขิต! หนุ่มสตูลเล่านาทีระทึกขณะจอดรถเฉยๆ เพื่อนร่วมทางพุ่งชนกระเด็นอัดก๊อปปี้เสาไฟฟ้า

            อุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้เสมอแม้คุณจะไม่ขับรถก็ตาม  กรณีนี้เจ้าของรถบอกว่าหวิดขิตเป็นเหยื่อบนถนนยนตรการกำธร  หน้าสหกรณ์อิสลามอิบนูเอาฟ   ตรงข้ามโรงเรียนอนุบาลเมืองสตูล  เขตเทศบาลตำบลฉลุงอำเภอเมือง  จังหวัดสตูล 

 

             ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ฉลุง  กำลังเร่งเก็บรวบรวมข้อมูลหลักฐานอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นระหว่างรถ Toyota Fortuner สีขาวทะเบียน  7641 สตูล และรถMG สีเหลืองทะเบียน   งธ 8527 สงขลา

 

          โดยก่อนเกิดเหตุนายรินทร์  เจ้าของรถ Toyota Fortuner สีขาวผู้อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า  เวลาประมาณ 7:30 น. ( วันที่ 9 มิ.ย 67)ตนได้ขับรถมาจอดดับเครื่องบริเวณไหล่ทางที่เกิดเหตุและลงไปเอาหลักฐานที่สำนักงานสหกรณ์อิสลามอิบนูเอาฟ จำกัด (สาขาฉลุง) เพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงรถชนอย่างแรง  ถึงวิ่งออกมาดูเห็นว่ารถของตัวเองถูกอัดก๊อปปี้ไปติดกับเสาไฟฟ้าบนฟุตบาท  โดยมีรถMG สีเหลืองคันเกิดเหตุ ชนท้ายเข้าอย่างจัง  ภายในรถพบถุงลมนิรภัยทำงานและพบชายไทยวัย 35 ปี เป็นผู้ขับอยู่ในสภาพเจ็บหน้าอกแต่ยังสามารถเปิดประตูลงจากรถได้   ข้างคนขับพบชายไทยวัย 40 ปี ถูกอัดอยู่ภายในรถโดยหัวเข่าติดอัดก็อปปี้ภายในรถไม่สามารถออกมาเองได้ 

         จึงได้ขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิกู้ภัยร่มไทรจังหวัดสตูล  นำเครื่องตัดทางมาช่วยนำคนเจ็บออกจากรถส่งไปรักษาตัวต่ออย่างโรงพยาบาลจังหวัดสตูล 

 

          ผู้อยู่ในเหตุการณ์เจ้าของรถยังบอกด้วยว่าเส้นทางที่ผู้บาดเจ็บทั้งสองคนวิ่งมาเป็นเส้นทางตรง  ซึ่งไม่แน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุอะไรถึงได้ขับรถพุ่งชนรถของตนที่จอดอยู่ข้างทาง   ประเด็นการเสียหลักหรือหลับในนั้นยังไม่แน่ชัดต้องให้ทางตำรวจสอบสวนต่อไป

 

          ด้วยความเสียหายของรถยนต์ Toyota Fortuner เสียหายทางด้านหน้าที่อัดก๊อปปี้กับเสาไฟฟ้าและด้านหลังที่รถ mg พุ่งชนท้าย  โดยขณะนี้ทางตำรวจก็เร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกันต่อไป

…….

อัพเดทล่าสุด
Categories
ข่าวเด่น

สตูล – ตำรวจทุ่งหว้า รวบสาวรุ่นติดยา ตรวจประวัติพบคดีบัญชีม้า

 ตำรวจทุ่งหว้า รวบสาวรุ่นติดยา ตรวจประวัติพบคดีบัญชีม้า

          (20 พ.ค.67) เวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทุ่งหว้า ได้เดินทางไปยังขนำในสวนยางพารา ในพื้นที่ ต.ป่าแก่บ่อหิน อ.ทุ่งหว้า จว.สตูล  ตามที่ได้สืบทราบมาพบหญิงวัยรุ่นพาเด็กอายุประมาณ 4 ปี มานั่งอยู่บริเวณขนำ สภาพเด็กน่าสงสาร นั่งหิวโหย เสื้อผ้าสกปรก ผิวหนังถูกยุงกัด โดยหญิงวัยรุ่นลักษณะคล้ายคนติดยาเสพติด  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้สอบถามข้อมูล ทราบชื่อคือ นางสาวเกตุแก้ว หรือ ฟ้า (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี  ที่อยู่ ม.1 ต.ทุ่งยาว อ.ปะเหลียน  จ.ตรัง ท่าทางมีพิรุธจึงได้ขอทำการตรวจค้นกระเป๋า พบ กระสุนปืน .22 จำนวน 1 นัด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ขอทำการตรวจค้นขนำ และบริเวรโดยรอบขนำ พบยาบ้า 1 เม็ด ถูกโยนทิ้งไว้บนพื้นใกล้กับจุดที่ น.ส.เกตุแก้ว ฯ นั่งอยู่ และพบอาวุธปืนยาว ใช้กระสุนลูกแก้ว ทำจากท่อ PVC  จำนวน 1 กระบอก ลูกแก้ว จำนวน 53 ลูก และอุปกรณ์การเสพ จำนวน 1 ชุด ภายในขนำ

       โดยกล่าวหาว่า  มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต , มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อเสพโดยไม่ได้รับอนุญาต , เสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (แอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย

          จากนั้นได้ตรวจสอบประวัติ พบมีหมายจับของศาลจังหวัดเลย  ในคดีเกี่ยวกับการเปิดบัญชีม้า จึงได้ควบคุมตัวมายัง สภ.ทุ่งหว้า ทำบันทึกจับกุมนำส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีต่อไป ส่วน เด็ก 4 ขวบ เนื่องจากเด็กขาดอาหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดหาอาหาร ขนม อาบน้ำแต่งตัวและจัดหาของใช้จำเป็นให้กับเด็ก และได้ประสานความร่วมมือกับ พม.จังหวัดสตูล และ บ้านพักเด็กจังหวัดสตูล เพื่อรับตัวเด็กคนดังกล่าวไปดูแล จากนั้น พ.ต.ท.ภนภัค ภานุเดชากฤษ สั่งการให้ชุดสืบสวน รีบนำเด็กส่งบ้านพักเด็กจังหวัดสตูลเป็นการด่วน

……………….

อัพเดทล่าสุด
Categories
ข่าวเด่น

สตูล – เผาเรือกลางเกาะหนีความผิด

สตูลผสมกำลังเปิดปฏิบัติการยุทธการฟ้าสางอันดามัน รอบ 2   นำเรือตรวจการณ์ 3 หน่วยงานทางน้ำ ขนกำลังเกือบ 50  นาย ลงเกาะเร่งตรวจสอบเรือโดนเผา พบผู้ต้องสงสัยไหวตัวหลบหนี   

             วันที่ 24 พ.ค.2567 น.อ.แสนย์ไท บัวเนียม รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดสตูล (ศรชล.สตูล) พร้อมกำลังตำรวจน้ำสตูล ตม.สตูล ตชด 436 สตูล ตำรวจ สภ.เมืองสตูล ทหารหมวดปืนเล็ก ร้อยร 5021 และฝ่ายปกครองอำเภอเมืองสตูล 48 นายสนธิกำลังตรวจสอบคดี “เผาเรือ” ที่เป็นเรือเป้าหมายน่าเชื่อได้ว่ากระทำความผิดกฎหมาย ที่เกาะยาว ต.ปูยู อ.เมือง จ.สตูล

            โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบเรือต้องสงสัย ภายใต้ยุทธการฟ้าสางอันดามัน พบเรือต้องสงสัยแล่นอยู่บริเวณน่านน้ำเกาะยาว หลังเรือจอดเทียบฝั่งที่เกาะยาว จึงเข้าตรวจสอบเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2567 ก่อนถูกขัดขวาง เกิดการเขวี้ยงปาก้อนหินใส่เรือเจ้าหน้าที่ขณะเข้าตรวจสอบ จนเจ้าหน้าที่ต้องถอนกำลังออก ลอยเรือตรวจสอบอยู่ภายนอกกระทั่งพบมีการถอดเครื่องยนต์เรือ เหลือแต่ตัวเรือก่อนเผาเรือไฟลุกควันโขมง ในช่วงเช้าวันที่(23 พ.ค.2567)

            จากนั้น เจ้าหน้าที่นำเรือตรวจการตำรวจน้ำ 521 เรือตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสตูล1 และเรือตรวจการของ ศรชล. เข้าเทียบฝั่งเกาะยาว เกาะที่เกิดเหตุดังกล่าว ทางนายอำเภอเมืองสตูล มอบหมายให้ฝ่ายปกครองของอำเภอเมืองสตูล และฝ่ายป้องกันจังหวัดสตูล ประสานงานกับทางผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ก่อนเข้าตรวจสอบพบร่องรอยสภาพเรือถูกเผาไหม้ ช่วงท้ายเรือจนเกิดรอยรั่วไม่สามารถนำเข้าฝั่งแผ่นดินใหญ่ได้

           ด้านนายยัสมี หมานสัน ผญบ.1 เกาะยาว ต.ปูยู อ.เมือง จ.สตูล ผู้นำท้องที่อยู่ประจำบนเกาะแห่งนี้ พร้อมที่จะให้ความร่วมต่อเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย และพร้อมขึ้นไปบนฝั่งเพื่อแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสตูล และรวมรวบรายชื่อบุคคลที่ขัดขวาง การทำงานของเจ้าหน้าที่ส่งให้ตรวจสอบ

          ซึ่งจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบว่าผู้ต้องสงสัยที่เป็นเจ้าของเรือลำดังกล่าวนั้น เป็นชาวมาเลเซีย ที่มาอาศัยอยู่บนเกาะยาวแห่งนี้ และมีครอบครัว มีภรรยาเป็นคนบนเกาะยาว ทั้งคนและเรือเป็นที่น่าสงสัย พบมีประวัติทำสิ่งผิดกฎหมาย ในน่านน้ำทางทะเลของจังหวัดสตูล และจากสาเหตุการเผาเรือลำนี้ น่าเชื่อได้ว่า เจ้าของเรือกลัวมีความผิด และทางเจ้าหน้าที่ต้องการที่จะนำเรือลากไปตรวจสอบบนฝั่ง จึงเร่งเผาทำลายหลักฐาน เรือลำนี้ แต่สภาพอากาศไม่เป็นใจ มีฝนตกลงมาทำให้เรือเสียหายช่วงท้ายเรือเท่านั้น

         ด้าน น.อ.แสนย์ไท บัวเนียม รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดสตูล (ศรชล.สตูล) กล่าวหลังได้พูดคุยกับผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวพบว่า เป็นปัญหาจากคนกลุ่มหนึ่งที่ ขัดขวางการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยการเข้ามาในวันนี้เพื่อตรวจสอบรายละเอียดของข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ของรัฐในเบื้องต้นนี้ก็คือ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วย และคนในพื้นที่ว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่รัฐส่วนที่เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการต่อไป ถือเป็นการมาเยี่ยมเยียนมาดูแลในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งก็ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการศรชล.จังหวัดสตูล เป็นการสื่อให้ผู้กระทำความผิดได้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มาในวันนี้มีข้อมูลด้านการข่าวครบถ้วน

          ฉะนั้นผู้ใดที่จะกระทำผิดที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อผลประโยชน์ของชาติทางทะเล หรือผลประโยชน์ของชาติทางภาพรวม ก็ขอให้ยุติ เพราะจะต้องมีการดำเนินการป้องกันปราบปราม เพื่อคงสภาพผลประโยชน์ของชาติต่อไป

         สำหรับคดีนี้ ขั้นแรกเจ้าของพื้นที่จะต้องแจ้งความดำเนินคดีเพราะเกิดเหตุวางเพลิง หลังจาก เจ้าหน้าที่ส่วนที่เกี่ยวข้องจะทำการสืบสวน สอบสวน หาคนกระทำผิดต่อไป
สำหรับเรือลำดังกล่าว เป็นหางยาวทำด้วยไฟเบอร์กล๊าซ เครื่องยนต์ติดท้ายจำนวน 2 เครื่อง ขนาดกว้างประมาณ 1.5 เมตร ยาวประมาณ 5 เมตร สีฟ้าสลับขาว โดยเรือลักษณะดังหล่าวนี้แล่นเร็ว
………………………………

อัพเดทล่าสุด
Categories
ข่าวเด่น ท่องเที่ยว-กีฬา

สตูล – นักโบราณคดีลงเก็บหลักฐาน  ถ้ำเขาค้อม  หลังเจอชุดกระดูกสภาพสมบูรณ์ในสุสานมนุษย์โบราณ   พร้อมยอมรับว่า   สตูลนับว่าเป็นแหล่งก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญ

นักโบราณคดีลงเก็บหลักฐาน  ถ้ำเขาค้อม  หลังเจอชุดกระดูกสภาพสมบูรณ์ในสุสานมนุษย์โบราณ   พร้อมยอมรับว่า   สตูลนับว่าเป็นแหล่งก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญ

         วันที่ 16 พ.ค.2567   นักโบราณคดี จากสำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา พร้อมทีมงานและทีมนักศึกษากว่า 10 คน ลงเก็บร่องรอยและหลักฐานทางโบราณคดีภายในถ้ำเขาค้อม  หมู่ที่ 10 ต.ควนกาหลง  อ.ควนกาหลง  จ.สตูล ซึ่งมีทางที่ว่าการอำเภอควนกาหลง ประชาชนชาวควนกาหลง ร่วมสังเกตการณ์   สำหรับถ้ำแห่งนี้ตั้งอยู่ด้านหลังของวิทยาลักเกษตรและเทคโนโลยีสตูลติดกับอ่างเก็บน้ำหล่อเลี้ยงชาวบ้าน

         

          หลังได้รับแจ้งว่านายกำพลศักดิ์  สัสดี  นักสำรวจถ้ำและอาสากู้ภัยป่าภูเขา และคณะอาจารย์ของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสตูลว่าหลังได้สำรวจร่องรอยภายในถ้ำเขาค้อม   ซึ่งห่างจากปากถ้ำไม่มากนัก พบโพรงถ้ำขนาดใหญ่คล้ายหลุมยุบและด้านในชั้นดินยังพบเศษโครงกระดูกมากมายคล้ายสุสาน  พบเครื่องมือยุคหิน และกระดูกหน้าแข้ง กระดูกซีโครง และที่สำคัญ กระดูกฟันกรามล่างที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ อยู่ปะปนกับเปลือกหอยทับถมในชั้นดินจำนวนมาก  ยิ่งขุดยิ่งเจอนั้น  เพื่อให้ทีมนักโบราณคดีเข้าตรวจสอบเพื่อที่จะได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือ สถานที่เรียนรู้ต่อไป หากเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญจริง ๆ

           ด้านน.ส.เพลงเมธา ขาวหนูนา นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา  กล่าวว่า  การเดินทางมาในครั้งนี้มาเพื่อเก็บข้อมูลในเบื้องต้นเพื่อนำมาวิเคราะห์ว่าเป็นอย่างไร   โดยวันนี้ได้มาเก็บสภาพแหล่งที่พบและหลักฐานทางโบราณคดีที่พบภายในถ้ำว่ามีอะไรบ้าง   แล้วนำไปวิเคราะห์ข้อมูลอีกครั้ง  การเจอโบราณวัตถุในช่วงสมัยนั้นก็สามารถที่จะบ่งบอกได้ว่าเป็นยุคไหน   อย่างเช่น  ขวานหิน  หรือ  เครื่องมือ ที่ใช้ที่เป็นภาชนะดินเผา

 

          สำหรับพื้นที่ตรงนี้เบื้องต้นอยากจะขอให้มีการปิดเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเข้ามาทำลาย  สำหรับการตรวจสอบใช้เวลากี่วันนั้น   วันนี้เป็นเพียงเบื้องต้นในการตรวจสอบ  ต้องมีการประเมินว่าต้องทำขั้นตอนอะไรต่อไป  โดยวัตถุที่เก็บไปในครั้งนี้จะนำไปวิเคราะห์ที่ศิลปากรที่ 11 จังหวัดสงขลา

 

          สำหรับจังหวัดสตูลนับว่าเป็นแหล่งก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญมาก ๆ มักจะพบเจอโบราณวัตถุค่อนข้างเยอะพร้อมขอฝากในส่วนของแหล่งโบราณคดี  หากพี่น้องประชาชนเจอโบราณวัตถุสามารถแจ้งได้ที่ศิลปากรที่ 11 สงขลายินดีที่จะเข้ามาตรวจสอบ  เพราะอยากให้ทุกคนช่วยกันอนุรักษ์รักษาเป็นมรดกของชาติต่อไป

 

…………………………………………………………

อัพเดทล่าสุด
Categories
ข่าวเด่น

สตูล – ทัพเรือภาคที่ 3 และ ศรชล.จังหวัดสตูล ช่วยเหลือลูกเรือประมงป่วยฉุกเฉินกลางทะเล

ทัพเรือภาคที่ 3 และ ศรชล.จังหวัดสตูล ให้ความสำคัญทุกชีวิตด้วยมาตรฐานเดียวกัน หลังออกเรือช่วยเหลือลูกเรือประมงป่วยฉุกเฉินกลางทะเล

          (16 พ.ค.67) ศรชล.จังหวัดสตูล ได้รับแจ้งว่ามีลูกเรือประมงเรือปิยะนาวา ป่วยมีอาการหอบ แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ขณะเรืออยู่กลางทะเลบริเวณทิศใต้ของเกาะเขาใหญ่ เกรงว่าผู้ป่วยจะได้รับอันตรายจึงประสานขอความช่วยเหลือให้ช่วยรับผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล

         ศรชล.จังหวัดสตูล จึงได้ประสาน ทีพเรือภาคที่ 3  ขอรับการสนับสนุนจัดหน่วยรักษาความปลอดภัยทางทะเล กองทัพเรือ เกาะหลีเป๊ะ (นรภ.ทร.เกาะหลีเป๊ะ) จัดกำลังพลพร้อมเรือ RIB เดินทางให้ความช่วยเหลือ เพื่อรับผู้ป่วยส่งเข้าฝั่งที่ปากบารา ผู้ป่วยชื่อ นายวาเหตุ  ขุนจง อายุ 56 ปี โรคประจำตัว หอบหืด แรกพบผู้ป่วยมีอาการ หายใจเหนื่อย หอบ  เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยการให้อ๊อกซิเจนและพ่นยาแก้หอบหืด  ภายหลัง พ่นยาผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น จึงได้นำผู้ป่วยกลับเข้าฝั่งที่ท่าเรือปากบารา  ส่งต่อให้ 1669 รพ.ละงู

…………

อัพเดทล่าสุด
Categories
ข่าวเด่น ท่องเที่ยว-กีฬา

สตูล-นักสำรวจถ้ำพบสุสานโครงกระดูกมนุษย์ยุคหิน ชุดฟันกรามสมบูรณ์ที่สุด และเครื่องใช้ใบราณซ่อนใต้ชั้นดินหลุมยุบถ้ำเขาค้อม  คาดอายุเกิน 5,000 ปี

นักสำรวจถ้ำพบสุสานโครงกระดูกมนุษย์ยุคหิน ชุดฟันกรามสมบูรณ์ที่สุด และเครื่องใช้ใบราณซ่อนใต้ชั้นดินหลุมยุบถ้ำเขาค้อม  คาดอายุเกิน 5,000 ปี วิทยาลัยเกษตรฯ เจ้าของพื้นที่กั้นห้ามเข้า รอกรมศิลปกรขุดค้น  เต็มรูปแบบผลักดันเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์

        ที่ภูเขาหลังอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หลังวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสตูล  ซึ่งติดกับถ้ำเขาค้อม หมู่ที่ 10  ต.ควนกาหลง  อ.ควนกาหลง  จ.สตูล   นายนาทชัย   เถื่อนทิม  อ.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสตูลพร้อมเจ้าหน้าที่ และ นายกำพลศักดิ์  สัสดี นักสำรวจถ้ำ ,และอาสากู้ภัยป่าภูเขา (แห่งวีรบุรุษถ้ำหลวง) ,นายราเชนทร์   เบ็ญโกบ  ชาวบ้านชุมชนควนกาหลง , นายไพรัช  สุขงาม ผอ.ททท.สำนักงานสตูลร่วมสังเกตการณ์, และคณะนักข่าวเข้าสำรวจถ้ำป่าเขาค้อม ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นถ้ำที่สวยงามและมีเรื่องเล่า 

 

        ถ้ำเขาค้อม   ถูกนักสำรวจถ้ำในจังหวัดสตูลที่มีชื่อเสียงอย่างคุณกำพลศักดิ์  สัสดี  นักสำรวจถ้ำมือฉมังระดับแนวหน้าของจังหวัดและของประเทศ (ทีมช่วยหมูป่าที่ถ้ำขุนน้ำนางนอน) ได้ค้นพบว่าถ้ำแห่งนี้มีความหลากหลายทางระบบถ้ำมากที่สุด  และมีความยาวที่สุดแห่งหนึ่งในสตูล    

 

          นายกำพลศักดิ์  สัสดี  นักสำรวจถ้ำและอาสากู้ภัยป่าภูเขา (วีรบุรุษถ้ำหลวง) หลังขออนุญาติเจ้าของพื้นที่เข้าสำรวจหลายครั้ง  พบว่า  เขาค้อมเป็นเขาลูกใหญ่ลักษณะเขาหินปูนผสมป่าดงดิบ มีถ้ำที่เชิงเขา  อยู่ที่ชาวบ้านเรียกว่าถ้ำเขาค้อม  เบื้องต้นจากการสำรวจพบว่าเป็นถ้ำระบบแห้งประมาณ 500 เมตร และลึกเข้าไป 1 กิโลเมตรจะเป็นถ้ำลำธาร  ที่ยังไม่รู้ว่าลึกแค่ไหน  และยังพบว่าที่โซนปากถ้ำมีร่องรอยการอาศัยของยุคมนุษย์หิน โดยพบเครื่องมือเครื่องใช้ในยุคมนุษย์หิน  และยังเจอชิ้นส่วนของกระดูกมนุษย์ (กระดูกหน้าแข้ง ,กระดูกสันหลัง,เศษกะโหลกไม่น้อยกว่า 10 ชิ้น ) และชิ้นส่วนฟันกรามล่างที่ค่อนข้างสมบูรณ์   รวมทั้งเปลือกหอยจำนวนมาก ที่ทับถมปะปนกัน   เชื่อได้ว่าตรงจุดที่พบน่าจะเป็นสุสานเพราะยิ่งขุดดูยิ่งพบเศษชิ้นส่วนมนุษย์  ที่เชื่อว่ามีไม่น้อยกว่า 10 ชีวิตที่นำร่างมาฝังตรงนี้

 

          หลังจากที่ทางวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสตูลได้มาร่วมสังเกตการณ์และร่วมดูหลักฐานการพบเจอในครั้งนี้   เบื้องต้นเราได้แจ้งไปที่กรมศิลปากร เพื่อให้เข้ามาตรวจสอบเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการอีกครั้ง 

 

         ซึ่งร่องรอยการพบชิ้นส่วนทั้งหมดนี้ได้ส่งตัวอย่างไปเปรียบเทียบทางโบราณคดีมีการยืนยันแล้วว่าใกล้เคียงกับยุคมนุษย์หิน เป็นฟันกรามของมนุษย์ยุคหินจริงๆ อายุน่าจะเกิน 5,000 ถึง 10,000  ปี ซึ่งหลังจากนี้ทางวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสตูล  คงจะมีการประสานไปทางกรมศิลปากรให้เข้ามาตรวจสอบอีกครั้งเพื่อเข้าสู่กระบวนการขุดค้นการดำเนินการตรวจสอบอย่างเต็มรูปแบบ   หลังจากนี้ทางวิทยาลัยและเทคโนโลยีสตูลจะมีการกันพื้นที่เพื่อไม่ให้มีการเข้าไปเหยียบย่ำ หรือ ขุดทำลาย  

 

        นักสำรวจถ้ำ และอาสากู้ภัยป่าภูเขา (วีรบุรุษถ้ำหลวง) หลังขออนุญาตเจ้าของพื้นที่เข้าสำรวจหลายครั้ง  บอกด้วยว่า   สิ่งที่มุ่งหวังอยากให้เกิดคือให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ธรณีวิทยาเพราะมีถ้ำระบบน้ำที่สามารถที่จะเรียนรู้ทางธรณีวิทยาได้  จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่พิเศษสักหน่อยสำหรับคนที่สนใจด้านนี้โดยเฉพาะ    พร้อมฝากชาวบ้านชุมชนคนที่เดินป่าเดินเขา  หากเจออะไรที่มีลักษณะพิเศษเกี่ยวกับกระดูก  คล้ายมนุษย์ขอให้รีบแจ้งกู้ภัยก็จะลงไปตรวจสอบว่าเป็นกระดูกของใครเพื่อที่จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดู

        นายนาทชัย   เถื่อนทิม  อ.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสตูล   กล่าวว่า   ในส่วนของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสตูลหลังได้ทราบข่าวการค้นพบได้รีบแจ้งฝ่ายบริหารให้รับทราบ และได้มอบหมายให้มากันพื้นที่ ป้องกันบุคคลภายนอกจะเข้ามาเหยียบย่ำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้  แล้วจะมีการประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบในการจัดทำข้อมูลต่อไป  หรือผลักดันเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแหล่งหนึ่งภายในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสตูล   สำหรับพื้นที่ตรงจุดนี้ปกติแล้วทางวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสตูลจัดการพื้นที่เป็นแหล่งน้ำใช้ภายในชุมชน  ปกติไม่ได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ชุมชนจะใช้น้ำจากแหล่งตรงนี้ แต่หากมีการค้นพบและสามารถเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวก็คงจะต้องมีการผลักดันต่อไป

 

         นายราเชนทร์   เบ็ญโกบ  ชาวบ้านชุมชนควนกาหลง  บอกว่า  ที่ถ้ำเขาค้อมจะมีศาลเพียงตาด้านหน้า  ที่ชาวบ้านเรียกว่าทวดเขาค้อม  มีการมาตั้งศาลไว้ไม่นาน  หลังมีการบนบานศาลกล่าวและได้ตามผลที่ขอ  ได้โชคลาภตามที่ขอโดยใช้ไข่ไก่มาแก้บนไม่นานมานี้เอง   สำหรับเรื่องเล่าที่นี่ก็การบางกลุ่มที่มีความเชื่อและมีการมาแก้บน  และส่งผลกลับมาด้วยการแก้ด้วยไข่ต้ม    ไม่ได้มีการกราบไหว้ในวงกว้าง  แต่จะมีการทำในบางกลุ่มเท่านั้น  การเจอโครงกระดูกและอุปกรณ์เครืองใช้ของยุคโบราณในครั้งนี้   มองว่าเป็นเรื่องใหม่จากนักสำรวจเป็นสิ่งแปลกใหม่ มีอายุหลายหมื่นปียุคโบราณ และเป็นสิ่งที่ดีในพื้นที่ที่น่าสนใจ วิวทิวทัศน์สวยงามมากรอบบริเวณนี้

…………………………

อัพเดทล่าสุด
Categories
ข่าวเด่น

สตูล – คุณแม่โพสต์เตือนภัย! หลังสูญเสียลูกน้อยวัย 3 ขวบ เล่นน้ำและออกไปปั่นจักรยานตากแดด กลับมาปวดหัวอาเจียนชีพจรอ่อนเสียชีวิตในที่สุด

สตูล – คุณแม่โพสต์เตือนภัย! หลังสูญเสียลูกน้อยวัย 3 ขวบ เล่นน้ำและออกไปปั่นจักรยานตากแดด กลับมาปวดหัวอาเจียนชีพจรอ่อนเสียชีวิตในที่สุด

         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า   ที่บ้านเลขที่ 137/4 ถ.ปานชูรำลึก  ซอย9  ต.พิมาน  อ.เมือง  จ.สตูล นายรักไทย  แซ่อ๋อง  อายุ  60 ปี ผู้เป็นตาได้เปิดน้ำใส่กะละมังคู่ใจของน้องบีลิน  หรือเด็กหญิงอริสตา แซ่อ๋อง วัย 3 ขวบ 3 เดือน 21 วัน   ซึ่งเป็นประจำที่น้องจะเล่นน้ำในกะละมังนี้คนเดียว  โดยมีปืนฉีดน้ำที่คุณตาเพิ่งซื้อให้   เป็นของเล่นที่น้องโปรดปราน  พร้อมจักรยานคู่ใจ   ที่น้องมักจะปั่นเล่นหน้าบ้านเป็นประจำหลังเล่นน้ำในกะละมังสลับไปมาเป็นอยู่อย่างนี้

           โดยวันเกิดเหตุ  วันที่ 21 เมษายน 2567  ขณะที่น้องเล่นน้ำในกะละมังและออกไปปั่นจักรยานกลางแดดไปมาอยู่คนเดียว ตกตอนเย็นน้องบ่นกับคุณตาว่าปวดหัว  คุณตาเลยเรียกให้ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกปอนด์   แล้วมานอนกินนมเวลาประมาณ 20:00 น น้องก็ยังบ่นปวดหัวอีก  จากนั้นก็อาเจียน แล้วจู่ ๆ ก็หมดสติลงอย่างรวดเร็ว   ทำให้คุณตาตกใจเป็นอย่างมากรีบพาไปหาหมอที่ รพ.สตูล ซึ่งอยู่ห่างไม่มากนักก็พบว่าน้องเสียชีวิตแล้ว

        คุณตายอมรับว่าตกใจมาก เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมากไม่ทันตั้งตัว  คุณตาเล่าว่าอยู่กับน้องที่บ้านหลังนี้กัน 2 คนตาหลาน   เพราะคุณแม่ของน้องไปทำงานที่ต่างจังหวัด   ส่วนตัวเบื้องต้นคิดว่าเกิดจากการเล่นกันของเด็ก ๆ และน้ำอาจจะเข้าจมูกปากน้อง  หรือไม่เพราะน้องชอบเล่นน้ำในกะละมังและเปิดน้ำใส่หน้าตาของตัวเอง   โดยปกติน้องเป็นคนร่าเริงแจ่มใส 

         ขณะที่ด้านคุณแม่ นางอัญชิสา   แซ่อ๋อง  อายุ  27 ปี เล่าว่า  ตนเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวมีบุตรด้วยกัน 3 คน  โดยน้องบีลินเป็นลูกคนสุดท้อง อยู่กับตา 2 คนเนื่องจากตนไปทำงานที่กรุงเทพฯ  ลูกอีก 2 คนก็แยกย้ายกันอยู่

          โดยทันทีที่ทราบข่าวลูกเสียชีวิตรีบเดินทางกลับบ้านเกิดทันที  โดยคุณหมอบอกว่า หลังจากมีการสแกนสมองพบว่ามีน้ำในหูอาจจะเป็นเพราะน้ำในหูดันให้เส้นเลือดสมองแตก  และน้องมีอาการเหมือนจะเป็นปอดบวมเพราะน้องชอบเล่นน้ำและแช่น้ำนาน  แล้วชอบออกไปปั่นจักรยานตากแดดร่างกายอาจจะปรับตัวไม่ทัน 

         โดยปกติน้องจะเป็นคนร่าเริงและซน บางทีเราอาจจะไม่ทราบว่าน้องไม่สบายอยู่ก่อนหรือเปล่า ก็น้องเป็นเด็กซนอาจจะไม่แสดงอาการออก จากที่ได้โพสต์ลงสื่อโซเชียลเป็นการโพสต์แชร์จากการเสียใจ  แล้วอยากให้เป็นวิทยาทานไม่ปล่อยให้เด็กเล่นแช่น้ำนาน ๆ หรือไปเล่นตากแดดในช่วงนี้เพราะอากาศร้อนมาก  ก็ไม่ได้ติดใจ  หลังทราบรายละเอียดจากคุณหมอ  ว่าการเสียชีวิตไม่ได้เกิดจากการถูกทำร้ายร่างกาย  น้องบีลิน  ทางครอบครัวได้ทำการฌาปนกิจเมื่อวันที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา

………………………………….

อัพเดทล่าสุด
Categories
ข่าวเด่น

รมว.ยธ.เยี่ยมบ้านพักใจสตูล เตรียมดันให้เป็นโมเดลภาคใต้ ที่ใช้ศาสนบำบัดคืนคนดีสู่สังคม พร้อมยอมรับการศึกษามีผลต่อการแก้ปัญหายาเสพติด

รมว.ยธ.เยี่ยมบ้านพักใจสตูล เตรียมดันให้เป็นโมเดลภาคใต้ ที่ใช้ศาสนบำบัดคืนคนดีสู่สังคม พร้อมยอมรับการศึกษามีผลต่อการแก้ปัญหายาเสพติด

             วันที่ 7 เมษายน 2567   พันตำรวจเอกทวี    สอดส่อง   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม  และคณะ เดินทางลงตรวจเยี่ยมและรับทราบปัญหายาเสพติด   ที่บ้านพักใจ    หมู่ที่ 2 ต.บ้านควน อ.เมืองสตูล โดยมีนายชาตรี ณ ถลาง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล  พร้อมด้วยปลัดจังหวัดสตูล  และนายกอบต.บ้านควนและส่วนที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ   พร้อมพบปะมอบนโยบายการแก้ปัญหายาเสพติด   ให้กับแกนนำตำบลอาสา  9 ตำบล  ก่อนมอบนโยบายให้กับเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมที่ห้องประชุมเรือนจำจังหวัดสตูล  และตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของเรือนจำจังหวัดสตูล 

           จากนั้นพันตำรวจเอกทวี  สอดส่อง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม  ได้เปิดเผยเกี่ยวกับแนวทางภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหายาเสพติด   เหมือนอย่างเช่นที่จุด  “บ้านพักใจ”  ที่เดินทางมาตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ว่า  บ้านพักใจ   ที่นี่เป็นสถานที่หนึ่งเป็นพักใจจริง ๆ  ที่เกิดขึ้นจากภาคประชาชนที่ลุกขึ้นมาร่วมแก้ปัญหาที่เกิดจากประสบการณ์เกี่ยวกับยาเสพติดด้วยตัวเองจากลูกของเจ้าของสถานที่   เกี่ยวข้องไปติดยาเสพติดและต้องไปบำบัด  ฟื้นฟู  รักษาในสถานที่อื่น   ชุมชนโดยเฉพาะในสตูลหลายแห่งก็ติดยาเสพติด   ก็ลุกขึ้นมาเพื่อทำประโยชน์ต่อสังคม  จึงมีสถานที่นี้ขึ้นมาเพื่อใช้ในการฟื้นฟู   กลุ่มบำบัด  เกี่ยวกับผู้ที่ติดยาเสพติด  ที่อยากให้กำลังใจเพราะปัญหายาเสพติด เป็นนโยบายสำคัญที่ต้องเร่งแก้ปัญหา  ทุกรัฐบาลโดยเฉพาะรัฐบาลนี้  ที่ต้องการทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพเข้าไปอยู่ในสังคม 

          เมื่อดูแล้วพบว่าสถานที่แห่งนี้  เอกชนได้ช่วยงานราชการ   ส่วนราชการของบประมาณเพื่อแก้ปัญหายาเสพติดถึง 28 หน่วยงาน  แต่ที่นี่ไม่ได้ของบประมาณเลย  แต่แก้ปัญหายาเสพติดให้เราเห็นสภาพ   โดยใช้จุดแข็งคือศาสนบำบัด  โดยเฉพาะที่สำคัญในฐานะ  รัฐมนตรียุติธรรม  อยากจะทีมงานภาคประชาชนที่ลุกขึ้นมาช่วยแก้ปัญหายาเสพติด   คือทางภาครัฐทำเป็นเต็มที่แล้ว  แต่ภาครัฐไม่ได้นอนในหมู่บ้าน  ชุมชน   ภาครัฐจะเป็นผู้หวังดี  แต่ชุมชนจะเป็นผู้รู้ดี   จากนี้สิ่งที่เราต้องทำก็ต้องช่วยส่งเสริมสนับสนุน   ช่วยยกระดับคุณภาพโดยเฉพาะสตูลในอนาคตเป็นโอกาสของประเทศไทย   คือการสร้างเศรษฐกิจที่ดี   การจะมีเศรษฐกิจที่ดีจังหวัดสตูลมีความพร้อมทางด้านการท่องเที่ยว   ประมง  เกษตร   เป็นศูนย์รวมความมั่นคงทางอาหารของโลกอยู่ที่สตูล   โดยเฉพาะหลังๆเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นมรดกโลก    ถ้าสังคมสตูลได้ประชากรมีขีดความสามารถในทศวรรษหน้า   หากติดยาเสพติดก็จะเป็นปัญหาต่อการพัฒนามาก   ก็จะส่งเสริมสนับสนุนที่พักที่นอนและการปฏิบัติศาสนกิจที่ยังขาด

            ช่วงเปลี่ยนผ่านยังไม่พร้อม   ไปที่ไหนก็อยากให้มีศูนย์บำบัดเพิ่มขึ้น แต่ถ้าผู้เสพหรือผู้ป่วยไม่ไป   ก็เหมือนสร้างแล้วเป็นสุสาน   เพราะมันอยู่ที่ตัวคุณด้วย   วันนี้ โมเดลของบ้านพักใจก็เป็นหนึ่งในโมเดลที่เราคิดว่าจะขยายไปในบริบทของจังหวัดชายแดนภาคใต้และจังหวัดในภาคใต้   ซึ่งมีชุมชนเป็นพี่น้องมุสลิม   แต่ในศูนย์บำบัดที่มีใครพุทธด้วยอันนี้  มุสลิมด้วย  ก็เป็นสิ่งที่ดี   ที่มีประชาชนสงสัยเพราะได้คุยกับหมอชลน่านแล้ว  ต่อจากนี้จะจับมือกันเดิน ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเราต้องทำมากกว่าพูด   พูดในสิ่งที่ดีเราจะปรับปรุงตัว

          เราพร้อมสนับสนุน ในภาคประชาชนถ้าเข้ามาช่วยเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงยุติธรรม  อย่างน้อยตัวผมสนับสนุนเต็มที่ตอนนี้มีตำบลต่าง ๆ อาสาในพื้นที่ 70  และในวันที่ 20 เดือนหน้าก็จะไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชนในภาคกลาง  ลพบุรีมีนายกเก่ง โครงสร้างชุมชนในการฟื้นฟูยาเสพติด  แต่เขาก้าวไปมากกว่ายาเสพติดเป็นการฟื้นฟูคนให้มีอนาคตที่ดี

#รมว.ยธ.ยอมรับอ่อนประชาสัมพันธ์ แนวทางสร้างความเข้าใจสังคม  

         ผู้สื่อข่าวถามว่าให้เปอร์เซ็นต์การปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลชุดนี้อย่างไรบ้าง?     รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม  บอกด้วยว่า   เรื่องสกัดกั้นเราทำเยอะแล้ว  แต่เราอาจต้องก้าวผ่าน   ถ้าประชาชนยังมีความหวาดวิตกหรือกังวลกับ ยาบ้า  หรือยาเสพติด   อันนั้นถือว่ารัฐบาลยังไม่ผ่าน   แล้วสิ่งหนึ่งที่ผ่านมาคือเราจะเห็นข่าวอาชญากรรม  พอมีข่าวมีผลมาจากยาเสพติดซึ่งคือผู้ป่วยจิตเวช   ซึ่งความจริงผู้ป่วยจิตเวชมีเป็นล้าน   ยาเสพติดไม่เยอะ   สาเหตุของจิตเวชก็มาหลายแห่ง   พอผู้ก่อเหตุจากจิตเวชก็จะโยนให้ยาเสพติด  เราก็ต้องทำความเข้าใจ   เราก็อย่าไปปฏิเสธว่าไม่ใช่ยาเสพติด  หน้าที่เราเราต้องไปรักษาคนที่ป่วยเป็นจิตเวช  เพราะจิตเวชต้องรักษาด้วยยา  ถ้าขาดยาเคมีไปทำลายสมอง เหมือนคนที่เป็นเบาหวานเป็นความดันอย่าไปรังเกียจเขา  เราอาจจะเอาสองอันมาผนวก   ต้องเสมอต้นต้นเสมอปลายในการให้ยา   บางทีเรามาแยกว่าจิตเวชเพราะยาเสพติด  หรือจิตเวชเพราะอื่น ๆ หมอก็ยังแยกไม่ได้   แต่สื่อมวลชนแยกแล้วก็ทำให้ยาเสพติดน่ากลัว

 

# รมว.ยธ.เชื่อการศึกษามีผลต่อการแก้ปัญหายาเสพติด

         ผู้สื่อถามว่าการทำงานในขณะนี้ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จหรือไม่ในการแก้ปัญหายาเสพติด? รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม  ตอบว่า  คิดว่าเราเดินทางมาถูกต้องแล้ว  ทุกคนตระหนักถึงยาเสพติดด้วยกัน   เราก็ต้องแก้ปัญหามันอาจจะหมักหมมมานานว่าปัญหายาเสพติดส่วนหนึ่ง   ที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าเกิดจากคนไม่มีการศึกษา  หรือการศึกษาน้อยจะถูกดำเนินคดี  เพราะผู้ต้องขังในเรือนจำพบว่ามีการการศึกษาต่ำกว่าภาคบังคับประมาณ 75%   นี่แสดงว่าการศึกษาภาคบังคับในประเทศไทยต้องให้เกิน   การแก้ปัญหายาเสพติด  ก็คือการแก้ปัญหาการศึกษา  ทำอย่างไรให้ทุกหมู่บ้านทุกชุมชนได้เรียนจบ ม.6 ทั้งหมด   อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำให้ได้เพราะทุกคนได้รับเงินจากรัฐบาลผ่านกระทรวงศึกษาคนละประมาณ 5 หมื่นกว่าบาท เพื่อให้ได้รับการศึกษาก็จะช่วยลดในการแก้ปัญหายาเสพติด

…………………

อัพเดทล่าสุด
Categories
ข่าวเด่น

สตูล-ประมงพื้นบ้านดีเดย์รวมพล  ค้านแก้กฎหมาย  เปิดช่องให้เครื่องมือประมงหนักเปลี่ยนมาเป็นประมงพื้นบ้าน

สตูล-ประมงพื้นบ้านดีเดย์รวมพล  ค้านแก้กฎหมาย  เปิดช่องให้เครื่องมือประมงหนักเปลี่ยนมาเป็นประมงพื้นบ้าน

          วันที่ 13 มีนาคม 2567 ที่ศาลากลางจังหวัดสตูล  นายเหลด   เมงไซ   ตัวแทนจากประมงพื้นบ้านท่าแพ  และตัวแทนในอำเภอต่างๆของจังหวัดสตูลกว่า30 คน  เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนายชัยวุฒิ  บัวทอง  ปลัดจังหวัดสตูล  หลังได้รับมอบหมายจากผู้ว่าราชการจังหวัด  นายธนภัทร   เด่นบูรณะ  ผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสตูล, ผู้แทนประมงจังหวัด  ,เพื่อผ่านไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 พ.ศ. ….

 

          ถึงข้อกังวลและข้อเสนอต่อการแก้ไขกฎหมายประมงฯของชาวประมงพื้นบ้าน ถึงสภาผู้แทนราษฎร  โดยสืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎร ได้มีมติเห็นชอบในหลักการ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.๒๕๕๘ พ.ศ. …. ตามที่คณะรัฐมนตรี เสนอ พร้อมกับฉบับของพรรคการเมืองต่างๆ อีก ๗ ฉบับ และได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พระราชบัญญัติฯดังกล่าว จำนวน ๓๗ คน ไปพิจารณารายละเอียด โดยใช้ร่างฉบับของคณะรัฐมนตรีเป็นฉบับหลัก ในการพิจารณา และมีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ แล้วสองครั้ง

          โดยมีสาระสำคัญ คือ การตัดวัตถุประสงค์การคุ้มครองช่วยเหลือชาวประมงพื้นบ้านและชุมชนประมงท้องถิ่น ออก รวมทั้งกรณี การลดเขตทะเลชายฝั่ง การเปิดช่องให้เครื่องมือประมงหนักเปลี่ยนมาเป็นประมงพื้นบ้าน เปลี่ยนแปลงข้อกำหนดเกี่ยวกับกรรมการประมงประจำจังหวัด และการลดโทษลง เป็นต้น

 

          ทั้งนี้ กลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน ในจังหวัดชายทะเล ประกาศไม่เห็นด้วยกับการ ยกเลิกการคุ้มครองประมงพื้นบ้าน โดยมองว่า ชาวประมงพื้นบ้านเป็นประชาชนในท้องถิ่น ที่จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครอง การช่วยเหลือสนับสนุนจากภาครัฐ

 

          จึงกำหนดวัน ดีเดย์ วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๗ นัดหมายชาวประมงพื้นบ้านทุกจังหวัดชายฝั่งทะเล เข้ายื่นหนังสือผ่านผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัด ถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.๒๕๕๘ พ.ศ. …. พร้อมกัน

 

          นายเหลด   เมงไซ   ตัวแทนจากประมงพื้นบ้านท่าแพ  กล่าวว่า  อยากให้ทุกคนคิดตามว่าเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงหรือชนิดทำลายล้างกลับเข้ามาทำประมงชายฝั่งที่ประมงพื้นบ้านทำมาหากินทำทั้งกอบ้างซั้งเชือกบ้าง พยายามที่จะรักษาห่วงโซ่อาหาร เพื่อให้ปลาได้เติบโต แต่กลับพยายามทำให้เครื่องมือเหล่านี้เข้ามาอยู่ในทะเลชายฝั่ง  และที่น่าอนาถคือ 10 เครื่องมือประมงเหล่านี้ได้กลายมาเป็นประมงพื้นบ้าน  ให้อำนาจประมงจังหวัดซึ่งอำนาจเหล่านั้นก็มาจากประมงพาณิชย์ เอาลงที่กลายพันธ์ก็คือประมงพาณิชย์เดิม  มองว่ามันเป็นการทำเป็นแบบกระบวนการ กระบวนการทำลายล้างทรัพยากร รู้จักแต่กอบโกยไม่รู้จักการรักษา

………………

อัพเดทล่าสุด
Categories
ข่าวเด่น

เปิดโรงพยาบาลเกาะหลีเป๊ะ  ยกระดับระบบบริการสุขภาพตามนโยบายนักท่องเที่ยวปลอดภัย  ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

สตูล-เปิดโรงพยาบาลเกาะหลีเป๊ะ  ยกระดับระบบบริการสุขภาพตามนโยบายนักท่องเที่ยวปลอดภัย  ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

          วันที่ (9 มีนาคม 2567) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และคณะผู้บริหาร ติดตามนโยบายกระทรวงสาธารณสุข  นายคณิต  คงช่วย   รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล   เปิดอาคารหลังใหม่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล

         รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งภาคการท่องเที่ยวถือเป็นจุดเด่นที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศจำนวนมาก โดยในปี 2567 คาดการว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยถึง 34.5 ล้านคน กระทรวงสาธารณสุข จึงสนับสนุนนโยบายรัฐบาล โดยกำหนดให้เรื่องนักท่องเที่ยวปลอดภัยเป็นนโยบายเร่งรัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยทางสุขภาพให้กับนักท่องเที่ยว ดำเนินการผ่าน 4 มาตรการหลัก คือ 1.ยกระดับเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคและภัยสุขภาพ 2.ยกระดับระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน/ระบบสาธารณสุขฉุกเฉิน 3.ยกระดับที่พักและอาหารปลอดภัย และ 4.ยกระดับสถานพยาบาลในพื้นที่ท่องเที่ยว

           รพ.สต.บ้านเกาะหลีเป๊ะ ยังเป็นหน่วยปฏิบัติการแพทย์ขั้นสูง สามารถทำการส่งผู้ป่วยไปรับการรักษาต่ออย่างไร้รอยต่อ ทั้งการส่งต่อทางทะเลโดยเรือไปยังโรงพยาบาลสตูลและโรงพยาบาลละงู มีเรือที่ขึ้นทะเบียนในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน 75 ลำ ตั้งแต่ ปี 2566 –มกราคม 2567 ส่งต่อผู้ป่วยแล้ว 199 ราย และการส่งต่อผู้ป่วยวิกฤติทางอากาศโดยเฮลิคอปเตอร์ (Sky doctor) ไปยังโรงพยาบาลสตูล ตั้งแต่ปี 2565 – พฤศจิกายน 2566 ส่งต่อผู้ป่วยแล้ว 17 ราย ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็วภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย และยังมีโครงการแพทย์อาสา (Volunteer Doctor) หมุนเวียนให้บริการ ที่รพ.สต.บ้านเกาะหลีเป๊ะ ช่วยให้มีแพทย์ดูแลประชาชนในพื้นที่เฉพาะ สร้างความเชื่อมั่นด้านการรักษาพยาบาลให้กับนักท่องเที่ยวบนเกาะ ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค โดยเป็นการทำงานแบบ Workation คือ ทำงานควบคู่กับการพักผ่อน ได้รับความร่วมมือจากแพทย์สภา

          และได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากชมรมผู้ประกอบการบนเกาะ ในปี 2565 – 2566 มีแพทย์อาสาที่เข้ามาปฏิบัติงานถึง 80 คน โดยแพทย์ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดและเงื่อนไขการปฏิบัติงานที่ได้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสตูล หรือลงทะเบียนผ่าน https://www.facebook.com/doctorkohlipe “แพทย์อาสา เกาะหลีเป๊ะ”

          นอกจากนี้ รพ.สต.บ้านเกาะหลีเป๊ะ ยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นพื้นที่ฝึกอบรมของศูนย์เรียนรู้ทางการแพทย์และสาธารณสุขชายแดนและพื้นที่เฉพาะ โรงพยาบาลสตูล ในหลักสูตรระบบ EMS/Referal System การท่องเที่ยวปลอดภัย การควบคุมโรคระบาด แพทย์อาสา และการจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ชายแดน สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล นักวิชาการสาธารณสุข และบุคลากรสาธารณสุขทั่วประเทศ

………………………………………

อัพเดทล่าสุด